"น้ำลาย-เกลือ" ภูมิต้านทานโรคของธรรมชาติช่วยป้องกัน "โรคมะเร็ง
"น้ำลาย-เกลือ" ภูมิต้านทานโรคของธรรมชาติช่วยป้องกัน "โรคมะเร็งการใช้ปรัชญาหยิน-หยาง ประกอบการพิจารณา การป้องกันโรคมะเร็ง
เพียงเมื่อต้นศตวรรษที่ผ่านมานี้ของโรคมะเร็งเพิ่ง เป็นที่รู้จัก และอัตราผู้ป่วยเริ่มสูงขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยมา ปัจจัยสำคัญที่ควรแต่การวิเคราะห์ก็คือ อาหารและ สิ่งแวดล้อมที่ได้รับอิทธิพลจากสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีระหว่างสงครามโลกและการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปที่เริ่มต้นในฝรั่งเศสเป็นจุดแรก โดยมีงานแสดงสินค้านานาชาติในปารีสเป็นหลักฐานแห่งประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
สิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นคือสิ่งแวดล้อมใหม่ ของคนรุ่นปัจจุบัน จากเครื่องอำนวยความสะดวกภายในครัว เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน วัสดุก่อสร้าง ผ้าใยสังเคราะห์ เครื่องสำอาง ปุ๋ยเคมีภัณฑ์ ยากำจัดศัตรูพืช เครื่องเตือนภัยสัญญาณจากการส่องรังสีคลื่น
เครื่องใช้ประจำบ้านที่มีทั่วไป มีส่วนประกอบหลายอย่างของเคมีภัณฑ์ที่ภายหลัง ได้รับการสงสัยโดยส่วนวิจัยโรคว่าอาจมีส่วนเป็นปัจจัยในการเป็นสารก่อโรคมะเร็ง ดังที่ปรากฏออกมาสู่สาธารณชนภายหลัง
แต่ประเด็นสำคัญที่คนส่วนใหญ่มองข้ามก็คือ ปัจจัยสารประกอบในด้านอาหารการกินที่เป็นปัจจัย สำคัญอันดับหนึ่งเพราะคนเราต้องรับเอาเข้ามาผ่านระบบในร่างกายและในที่สุดกลายเป็นวัตถุดิบสร้าง เม็ดเลือดในตัวคนเราหมายความว่า โอกาสที่คนเรา จะป่วยเป็นโรคมะเร็ง ก็ด้วยการบริโภคอาหารที่ผิดดุลสังเคราะห์เป็นปัจจัยแรกก่อน
จากนั้นร่างกาย จะบกพร่องภูมิต้านทานโรค เมื่อภูมิต้านทาน โรคอ่อนแอลง ทำให้ร่างกายกลายเป็นเป้าสำคัญของอาการโรคที่จะแสดงออก เมื่อมีเหตุปัจจัยสิ่งแวดล้อมสังเคราะห์จีนเข้ามาเกี่ยว ยกตัวอย่างเช่น โรคมะเร็ง ผิวหนังที่คนมักโทษรังสีจากดวงอาทิตย์เป็นต้นเหตุ แต่แท้จริงแล้วร่างกายของคนเราต่างหากที่รับประทานน้ำตาลทรายความหวานสูง น้ำตาลในเลือดจึงสูง เมื่อออกตากแดด แสงแดดถูกผิวหนังความร้อน ก็จะทำให้ผิวหนังที่มีน้ำตาลและไขมันอยู่ตอนล่าง เผาไหม้กลายเป็นพิษกลายเป็นโรคผิวหนัง
ทั้งที่ในอดีตกาลคนโบราณอยู่กลางแสงแดดตลอดทั้งวัน ไม่มีอาการโรคผิวหนังดังกล่าว คนงานในโรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่นี้เปลี่ยนอาการจากเดิมที่เคยทานในชีวิตชนบท แต่พอเข้าทำงานในเมืองเปลี่ยนอาหารเป็นอาหารสำเร็จรูปสะดวกสังเคราะห์มาก
จากเดิมที่เคยมีธาตุภูมิต้านทานโรคแข็งแรงที่ได้รับจากบิดา มารดาคนต่างจังหวัดที่ใช้ชีวิตใกล้ธรรมชาติ เมื่อเข้ามาในเมืองอยู่ในระบบที่มีสิ่งแวดล้อมจำกัด และมีโอกาสประสบกับผลิตภัณฑ์สังเคราะห์ ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ตนเองทำงานอยู่ จึงรับเอาสารเหล่านั้น กลายเป็นพิษทันที
ดังเช่นกรณี คนเก็บขยะถูกสารพิษที่เป็นข่าว เพราะคนเหล่านี้เลือดมีน้ำตาลสูง เป็นกรดอย่างแรง เมื่อมีรังสี (หยิน) มา กระทบก็จะมีอาการผิดปกติหรือหยินมากแผ่กระจายทันที ด้วยปัจจัยหยิน-หยาง เราอาจเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งได้กระจ่างขึ้น เช่น เกลือเป็นปัจจัยสำคัญในการให้ความเค็มในอาหาร เกลือเป็นหยางที่มีคุณสมบัติทำให้สรรพสิ่งหดตัว เกลือประกอบด้วย โซเดียมและคลอรีน Na และ Cl โซเดียมนั้นเป็นพลังหยาง ส่วนคลอรีนนั้นเป็นพลังหยิน หากแยกกันตามลำพัง โซเดียมและคลอรีนเป็นพิษต่อร่างกายแต่เมื่อรวมกันเป็นเกลือ ข้างโซเดียมและคลอรีนกลายเป็นสมดุล ความเป็นพิษถูกถ่วงดุลหักลบเสมอกันไป
เกลือนั้นในทางด้านโภชนามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีสัดส่วนของโซเดียมและคลอรีนสูงที่สุด ในหมู่ของอาหารด้วยกัน และเป็นดัชนีชี้ความเป็นหยางที่ค่อยถ่วงดุลกับพลังหยิน ซึ่งเป็นคุณสมบัติโดยทั่วไปของอาหารส่วนใหญ่ เช่น ผลไม้ส่วนใหญ่จะหวาน เพราะมีน้ำตาลผลไม้สูงแต่หากโรยเกลือเล็กน้อย เกลือจะช่วยปรับดุลพลังในผลไม้ให้พอดี แต่ปัจจุบันเกลือที่ขายในท้องตลาด มักจะผ่านการฟอกสกัดให้ขาวขจัดวิตามินอื่นในเกลือทิ้ง เหลือแต่โซเดียม คลอไรด์เท่านั้น ทำให้เราบกพร่องธาตุสำคัญ จากเกลือธรรมชาติไป
เกลือถือเป็นกุญแจสำคัญ ในการไขปัญหาสุขภาพของมนุษย์ เพราะเกลือมีสภาวะที่คล้ายคลึงและส่งเสริมบำรุงเลือด แต่เกลือนั้น มีสรรพคุณที่แรงต่อเซลล์ในร่างกาย การรับประทานเกลือจึงจำเป็นต้องผ่านอาศัยสื่อตัวกลาง เป็นผู้ดูดซึมไว้แล้ว ร่างกายเราดูดออกมาจากเกลือจากตัวกลางนั้นภายหลังเช่น ผักดองทั้งหลาย ซีอิ๊ว ทุกชนิดก็คือการใช้ถั่วเหลืองเป็นตัวกลางดูดซึมสกัดเกลือให้กลายเป็นคุณต่อร่างกาย เมื่อเกลือผ่านถั่วเหลืองแล้วความเค็มของเกลือก็จะถูกถ่วงดุล โดยพืชความเค็มก็กลายเป็นคุณต่อเซลล์
กฎที่สมดุลของหยิน-หยางในธรรมชาติสะท้อนให้เห็นสัดส่วน 1:7 โดยประมาณ แต่หากสังเกตอาหารใน ยุคสมัยใหม่นี้ สัดส่วน 1:7 ของหยางกับหยิน หรือโซเดียมกับโพแทสเซียมหรือด่างกับกรดได้ละเลยสัดส่วนนี้ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศภูมิอากาศใกล้เส้นศูนย์สูตรหรือเขตร้อนชื้น อย่างเช่น ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มักจะมองข้ามสัดส่วนนี้มักนิยมพืช ผัก ผลไม้ที่สดและโอกาส ที่จะรับประทานเกินมีมาก หรืออีกนัยหนึ่ง มีปัจจัยหยินมากเกินประกอบกับสารประกอบอาหารที่นิยมใช้ส่วนมากเพิ่มปัจจัยหยินมากเกินจนสัดส่วนหยาง-หยินเกิน 1:100 หรือมากกว่าในกรณีของผงชูรสและเครื่องดื่มชูกำลัง ภูมิต้านทานป้องกันโรคมะเร็ง
ภูมิต้านทานประจำตัวของแต่ละบุคคลเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการเป็นโรค ทั้งๆ ที่คนบางคนรับประทานอาหารที่ไม่สมดุลเหมือนกัน แต่กลับไม่เป็นไร แต่บางคนรับประทานอาหารผิดเล็กน้อย อาการแพ้ หรืออาการป่วยก็สำแดงออกทันที สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะธาตุภูมิจากบรรพบุรุษของแต่ละบุคคล ไม่เหมือนกัน สภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลได้รับผลมรดกตกทอดมาจากธาตุภูมิบิดา มารดาซึ่งได้รับธาตุภูมิจาก ปู่ ย่า ตา ยาย และสิ่งแวดล้อมภูมิลำเนาเดิมที่อาศัยเป็นเวลานานชั่วอายุคนคนที่เกิดในภูมิลำเนาชนบทใกล้ธรรมชาติย่อมได้รับธาตุภูมิป้องกันโรคและพลังชีวิตจากอาหารและภูมิอากาศบริสุทธิ์กว่าพืช ผัก และข้าวสารล้วนมีส่วนในการกำหนดภูมิป้องกันโรคประจำตัวของแต่ละบุคคลเป็นสมบัติประจำตัวสืบติดตัวตลอดชั่วชีวิต
ในขณะเดียวกัน ปัจจัยสภาวะแวดล้อม (CONDITION) อาชีพ การงาน ก็มีส่วนกำหนด ภูมิต้านทานโรคเช่นกัน แม้บางคนจะเกิดมาภูมิต้านทานโรค ไม่แข็งแรงเท่าใด แต่เนื่องจากอาชีพประจำวันทำให้ตนเองต้องทำงานหนัก ร่างกายได้ออกกำลัง เสมอเหมือนการเล่นกีฬา ก็เป็นปัจจัยช่วยเสริมให้ธาตุภูมิแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นภายหลังได้ ทั้งๆ ที่ช่วงเกิดตอนเด็กไม่ค่อยจะแข็งแรงก็ตาม
จะเห็นว่าคนที่สูงอายุแล้วแต่สุขภาพ ยังแข็งแรงอยู่ อาจด้วยปัจจัยเมื่อตอนหนุ่มเป็น นักกีฬาหรือเป็นนักเรียนเตรียมทหารก็ดี หรือมีอาชีพเกษตรกรที่ได้อยู่ใช้ชีวิตกลางแจ้งส่วนใหญ่ มักจะแข็งแรงและภูมิต้านทานโรคดีกว่าลูกพ่อค้า หรืออาชีพเสมียน บัญชีที่ต้องอยู่ในร่มและนั่งโต๊ะ ตลอดเวลา
ดังนั้น ปัจจัยของการมีชีวิตประจำวัน ที่ขยัน ไม่อยู่นิ่ง การทำงานเป็นส่วนใหญ่ก็ช่วย เป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคได้ดี กลไกของเซลล์ ที่แปรเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง อาจใช้การพิจารณาด้วยกฎหยิน-หยาง เพื่อช่วยในการเข้าใจธรรมชาตินั้นว่า
มีการทำงานเป็นองค์กรเป็นระบบที่จุนเจือและแตกต่าง ตรงข้ามกันเช่น ภายในเซลล์กับภายนอกเซลล์สัมพันธ์กัน ลักษณะเซลล์ที่มีโมเลกุล และมีศูนย์กลางที่แน่น มีนิวเคลียสอยู่ใจกลาง เราอาจจัดเซลล์นี้เป็นหยาง
ในขณะที่เซลล์ที่แบนแผ่กระจายมีนิวเคลียสอยู่ขอบริม เราอาจจัดเซลล์นี้ เป็นหยินกว่าในแง่ DNA (ดีเอ็นเอ) มีลักษณะเป็นหยาง อีกปัจจัยหนึ่งของการแบ่งลักษณะของหยิน-หยางอาจดูได้จากส่วนประกอบของธาตุที่มีคุณสมบัติประกอบด้วย ไฮโดรเจน (H) คาร์บอน (C) โซเดียม (Na) และแมกนีเซียม (Mg) ให้ถือว่า เป็นหยาง เพราะมีพลังโคจรหมุนเข้าหาศูนย์กลาง ในทางตรงข้ามหากสิ่งใดมีสารประกอบของไนโตรเจน (N) ออกซิเจน (O) แคลเซียม (Ca) และ โพแทสเซียม (k) ให้จัดอยู่ในประเภทหยิน เพราะโคจรออกนอก
ดังนั้น การรักษาโรคมะเร็ง ในวิทยาการสมัยใหม่ที่ใช้การฉายแสง(RABIATION) รังสี การใช้ยาเคมีภัณฑ์บำบัด (CHEMOTHERAPY)เพื่อจะทำลายกำจัดเซลล์มะเร็งนั้นเป็นการยาก เพราะส่วนประกอบ ของเซลล์ตามแพทย์สมัยใหม่ มีความแตกต่างกันนับเป็นพันชื่อพันชนิด
การที่จะหายาชนิดใดชนิดหนึ่งมาบำบัดเซลล์ที่แตกต่างมากมายจึงเป็นการยากและซับซ้อน โอกาสคลาดเคลื่อนมีมากกว่า และบางกรณีแทนที่จะชะลอการ ขยายตัวของเซลล์กลับเป็นการเสริมให้ขยายตัว
อาจกล่าวในแง่ปรัชญาตะวันออกว่า โรคมะเร็งนั้น มิได้เกิดขึ้นจากปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการสะสมสภาวะไม่สมดุลเป็นเวลานาน ทำให้ระบบของร่างกายทั้งองค์กรผิดปกติ
สิ่งที่ควรค้นหาคำตอบของที่มาและสาเหตุแห่งโรค มิใช่เกิดจากเซลล์ในร่างกาย มิใช่เริ่มต้นจากเลือด แต่ทั้งหมดเป็นอันดับรองที่แท้จริงแล้ว สาเหตุหลักเริ่มต้น จากจานข้าวตรงเบื้องหน้าเรา จากตู้เย็นที่อยู่ในบ้านใกล้ตัวเราอยู่ในซูเปอร์ตลาด ที่เราไปบ่อย และอยู่บนผิวดินที่เกษตรกรเพาะปลูก โดยปุ๋ยเคมีแพร่หลายในปัจจุบันทางเลือกใหม่ของ การรักษาโรคมะเร็ง เนื่องจากอัตราการเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้นทุกวัน ประกอบกับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน ไม่สามารถแก้และรักษาโรคมะเร็งได้
ในที่สุดทั่วโลกต่างคนต่างค้นหาทางเลือกใหม่ เพื่อหาคำตอบในการรักษาโรคนี้เช่น การเน้นการรักษาด้วยการบำรุงด้วยวิตามินซี การรักษาด้วยซีลีเนียม (SELENIUM) การเสริมร่างกายด้วยเอนไซม์ (ENZYMATIC) แต่วิธีการส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่สามารถหวังผลได้ บางครั้งนำมาซึ่งผลข้างเคียงที่รุนแรง ทั้งนี้เพราะแต่ละวิธีต่างมองข้ามธาตุภูมิและความเข้าใจของคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้ป่วย อายุ วัย เพศ สิ่งแวดล้อมประจำวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัย ร่วมช่วยกำหนดการให้ความสำคัญของ ผู้ป่วยทั้งทางร่างกาย สภาพจิตใจ และความรู้สึกนึกคิดโดยคำนึงร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน แทนที่แยกรักษาคนไข้ ด้วยข้อมูลที่แยกส่วนตามอวัยวะที่โรคปรากฏ ตับ ไตหู คอ ตา จมูก อย่างที่นิยมกันในการรักษา แผนสมัยใหม่ การรักษาต้องเน้นที่คนป่วย มิใช่มุ่งแต่ทำลายโรคหรือเซลล์มะเร็งเท่านั้น การรักษาต้อง รักษาที่ต้นเหตุและรากแทนการแก้ขจัดเฉพาะอาการ มิให้ปรากฏเท่านั้น