พิชิตหัวใจนายตัวแสบ(รักบนเส้นขนานตอนที่ 66 : คำมั่นสัญญา
ในที่สุดอรินก็มายืนอยู่หน้าบ้านเจ้านายหนุ่มของไผ่อย่างที่เจ้าหนุ่มหมายมั่นเอาไว้สำเร็จ หญิงสาวยังลังเลอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะไขกุญแจรั้วเดินเข้าไปภายใน ไผ่ใช้ลูกไม้ง่ายๆแค่ว่า
“เสี่ยไม่สบาย และเพ้อถึงแต่ครู” เท่านั้นเอง แต่แผนที่ว่าก็ทำเอาไผ่ลุ้นความสำเร็จอยู่ถึง3วันเต็มๆ เพราะครั้งนี้ครูของเขาดูจะใจแข็งกว่าปกติ และมีท่าทางครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งมาจนถึงที่หมายแล้ว ความกังวลในสีหน้าก็ดูจะไม่จางหายไป
เด็กหนุ่มก็คงคาดเดาไม่ถึงหรอกว่า การมาครั้งนี้ของหญิงสาวไม่ใช่มาเพราะความอาทรในความป่วยไข้ของเจ้านายเขาเป็นสำคัญ แต่มาเพื่อจะจบปัญหาที่คาราคาซังมานานลงเสียที ความรู้สึกของอรินเวลานี้ เหมือนกับเป็นโรคเรื้อรังมานานปี แต่ปฏิเสธที่จะเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธีมาตลอด ได้แต่คอยหลบเลี่ยงหนีความจริงเสมอมา กระทั่งโรคร้ายนี้ได้ลุกลามเกาะกินไปทั่วร่าง หากวันนี้หญิงสาวขอเผชิญหน้ากับความจริง เพื่อ ตัวเองสักครั้ง หลังจากที่อยู่เพื่อสิ่งอื่นมาตลอดจนลืมห่วงใยสิ่งสำคัญต่างๆในชีวิตตัวเองมาเนิ่นนาน
ทว่าการมาของอรินไม่ได้ถูกนัดหมายไว้แต่ต้น ชายหนุ่มผู้เป็นเป้าหมายจึงมิอาจล่วงรู้ถึงสิ่งที่กำลังต้องเผชิญ และนั่นทำให้เขายังคงสวมหน้ากากชายผู้แสนดีอยู่ต่อหน้าหญิงสาวอีกผู้หนึ่งภายในห้องทำงานของเขาเอง เมธาวี เกาะติดเขาแจจนยากที่จะสลัดให้หลุดได้ง่ายๆ เขาหนีไปพักในโรงแรมมาเป็นอาทิตย์เพื่อหลีกหนีการเข้าหาอย่างประชิดตัวของเจ้าหล่อน เพราะหญิงสาวผู้แกร่งกล้า ดูจะอาจหาญในการเดินเข้านอกออกในบ้านเขาดังบ้านตัวเองจนเขากระดากแทน พ่อเองก็ทำเมินไม่ใส่ใจและเลิกพูดจากับเขาไปแล้ว เขาเพิ่งกลับมาบ้านเมื่อวาน หลังจากไผ่รายงานว่า “เขาต้องเป็นคนป่วย” จะให้ไปนอนป่วยอยู่โรงแรมก็ใช่ที่ กลับมาบ้านน่าจะดูสมจริงกว่า กระนั้นเขาก็ยังไม่เห็นหญิงสาวผู้เป็นภรรยาโผล่หน้ามาเยี่ยมเขาเสียที จะมีก็แต่...
“ไม่สบายทำไมไม่นอนอยู่บนเตียงล่ะคะ คิม ยังมานั่งทำงานอีก”
“ผมอยากเคลียร์ให้เสร็จๆน่ะ แล้วก็ว่าจะไปนอนสักตื่น” ชายหนุ่มแสร้งรื้อนั่นรื้อนี่ให้เหมือนยุ่งเข้าไว้และพยายามปั้นหน้าให้ดูยินดีต่อการเยี่ยมเยียนของหญิงสาวมากที่สุดเวลาเอื้อนเอ่ยออกมา
“เมช่วยอะไรได้บ้างคะ” ไม่พูดเปล่า ชะโงกหน้าเข้ามาดูกระดาษที่ชายหนุ่มถืออยู่ในมือ ในระยะที่ใกล้ขนาดภาคีหันไปจมูกของเขาก็จะชนกับแก้มอีกฝ่ายเข้าพอดี
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น “ผมทำเอง คุณกลับไปก่อนดีกว่า”
“พูดเหมือนไล่”เมธาวีชม้ายตามองอย่างตัดพ้อชายหนุ่ม
“ก็ไล่นะสิ”เสียงตอบดังก้องอยู่เพียงแต่ในใจของชายหนุ่ม เขาเกลียดที่สุดก็ไอ้ที่ต้องมานั่งงอนง้อใครนี่ล่ะ แต่เท่าที่แสดงออกมาได้คือ ฝืนยิ้ม และบังคับเสียงให้นุ่มที่สุดเวลาเปล่งออกมา
“วันนี้ผมคงไม่มีเวลาต้อนรับคุณหรอก พาคุณไปไหนก็ไม่ได้ แล้วคุณจะติดไข้ผมเปล่าๆ ผมเลยไม่อยากให้คุณมาลำบากไปกับผม”
“”ก็แล้วถ้าฉันทิ้งคุณไป ใครจะดูแลคุณล่ะคะ ภรรยาของคุณเขาก็ไปแล้ว”
คำพูดของเมธาวีออกจะแทงใจดำของชายหนุ่มอยู่มาก อรินไปอยู่ที่ไหนทั้งที่รู้ว่าเขาไม่สบายไม่เห็นมาใยดี แต่สำหรับคนที่เขาพยายามตัดรอนและใช้ข้ออ้างการไม่สบายของเขามาปฏิเสธการพบปะเจ้าหล่อน กลับกุลีกุจอมาดูแลเขาอย่างดี น้ำใจของหญิงสาวที่มีต่อเขาจะให้ตัดไมตรีก็ดูจะใจร้ายเกินไป
“ก็แล้วแต่คุณ”เขาพูดขึ้นเรียบๆ ไม่ได้ฝืนมากนักอย่างทีแรกๆ แต่จะว่าสนิทใจก็ไม่เชิง
เมธาวีกระโดดกอดคอชายหนุ่มอย่างผิดคาดที่วันนี้เขาตามใจเธอง่ายดายกว่าทุกครั้ง จะว่าไม่รู้ตัวว่าเขาออกจะวางตัวให้อยู่ในฐานะคนดูแลเธอเพียงเท่านั้นมาโดยตลอดก็ไม่ใช่ เมธาวีรู้ดีทุกอย่างถึงความต้องการของภาคีที่ยอมลงให้เธอและไปไหนมาไหนด้วยตลอด มันเป็นเพราะอำนาจของพ่อเธอทั้งมวล ใจของเขาไม่เคยอยู่ที่นั่นเลยสักครั้งเวลาอยู่กับเธอ แต่เมธาวีเชื่อในข้อที่ว่า “เธอไม่ได้ ใครก็อย่าได้” มากกว่า “ได้แต่ตัว หัวใจไม่ได้มาก็ไม่มีความหมาย” เพราะฉะนั้น การได้ภาคีมาด้วยวิธีไหนไม่สำคัญเท่ากับที่ว่า อรินก็ไม่ได้เขาไปเหมือนกัน ทรมานกันไปแบบนี้ล่ะ เมื่อไม่มีความสุขก็อย่ามีกันทุกคนเลย เมธาวีไม่เคยคิดว่าความคิดแบบนี้ของเธอจะถูกหรือผิด เพราะ “มนุษย์นั้นย่อมเห็นแก่ตัว” เป็นเรื่องธรรมดา
ภาคีไม่ได้แกะท่อนแขนของเมธาวีออกจากอาการที่คล้องคอเขา เขาไม่ได้คิดว่ามันจะเสียหายอะไรเพราะเขาเป็นผู้ชาย อยู่ดีๆมีผู้หญิงมาให้ถึงเนื้อถึงตัว ผู้ชายโดยมากก็เรียกว่ากำไร แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาเขากลับแปรเปลี่ยนความคิดนั้นว่ามันเป็นการขาดทุนโดยสิ้นเชิง เพราะร่างบางที่ยืนอยู่หน้าประตูและกำลังมองตรงมาทางเขา เป็นผู้หญิงที่เขากำลังนึกตำหนิเธออยู่ว่าไม่มีเยื่อใยต่อเขา
เมธาวีรู้สึกถึงความผิดปกติ หันมองตามสายตาชายหนุ่ม แต่ร่างของอรินไม่ได้สร้างความตระหนกแก่เธอ เธอคลายมือออกจากภาคีและหันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่หน้าประตูโดยตรง ด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่ได้มีสิ่งที่แปลกพิสดารกว่าที่ควรจะเป็นเกิดขึ้น
อรินยืนนิ่งอยู่ที่เดิมชั่วอึดใจ ก่อนจะผละไปทางที่เพิ่งเดินเข้ามา ภาคีตั้งสติได้รีบตามออกมา แต่ภาพที่หญิงสาวยืนกอดอก นัยน์ตาทอดลงต่ำพิงผนังข้างประตูที่เขาก้าวออกมาอยู่ ทั้งที่เธอควรจะเตลิดหนีเขาไปด้วยความโกรธระคนน้อยใจกับภาพที่เห็นกลับผิดคาดในความรู้สึกเขา ทว่าอีกเสี้ยวของความรู้สึกกลับรู้สึกใจหายวาบกับความใจเย็นอย่างไม่น่าเชื่อของผู้หญิงที่เขารัก ราวกับเธอไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการกระทำของเขาหรืออีกนัยนึงก็คือเขาไม่สำคัญต่อความรู้สึกของเธออีกต่อไปแล้วหรือ
ภาคีก้าวเท้าเข้าไปใกล้และรวบร่างบางเข้ามากอดไว้แน่นแนบอก ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปตรงหน้าเขา หญิงสาวไม่ได้ขัดขืนแต่ไม่ได้กอดเขาตอบ เธอปล่อยให้ชายหนุ่มกอดเธอไว้นิ่งนานจนเขารู้สึกเองและคลายอ้อมแขนนั้นออก
“ริน...”เขาพูดออกมาได้แค่นั้น แม้ว่าในสมองจะสั่งให้เขาพูดอะไรแก้ตัวออกไปสักอย่างเพื่อสิ่งที่เขาเผชิญอยู่มันจะไม่เลวร้ายลงไปกว่านี้
“ฉํนมาทวงสัญญาค่ะ”อรินพยายามรักษาน้ำสียงให้สม่ำเสมอ เพื่อซ่อนความรู้สึกทั้งหลายทั้งมวลที่ประสบอยู่
“สัญญา...”ชายหนุ่มทวนคำพลางคิดไปด้วย จนแล้วจนรอดเขาก็นึกไม่ออก เมื่อหันมาประสานสายตากับหญิงสาว ความรู้สึกใจหายที่ว่าก็ปรากฎขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณคงลืมไปแล้ว หรือไม่เคยจะจำด้วยซ้ำ”คำพูดนั้นไม่มีน้ำเสียงประชดประชันปนอยู่เลยแม้ว่าจะเป็นคำตัดพ้อก็ตาม
“บางที...ฉันอาจจะนึกออก ถ้าฉันสบายดีอยู่ แต่…ตอนนี้…”ภาคีถ่วงเวลาไปอย่างนั้นเองและก็รู้สึกว่าโง่สิ้นดีที่เอาเรื่อง ความสบาย ไม่สบายมาอ้าง เพราะเมื่อมองหน้าหญิงสาวก็พบรอยยิ้มเยาะปรากฎอยู่
“ฉันไม่ได้มาเพราะคุณไม่สบายหรอกค่ะ เพราะฉันรู้ว่ามันไม่จริง”นัยน์ตาคนพูดจ้องมองเขานิ่งและเขาเองก็แน่พอที่จะไม่หลบตา มาถึงขั้นนี้แล้วก็เป็นไงเป็นกัน
“ฉันโกหก เพราะ ฉันคิดถึงเธอ”ชายหนุ่มพูดสั้นๆแต่ตรงความรู้สึกทุกคำ ทว่ามันไม่ส่งผ่านไปที่ใจของหญิงสาวอย่างที่เคยเป็น เพราะสายตาแน่วแน่ของอรินไม่มีหวั่นไหวแม้แต่น้อย
“ฉันก็เหมือนกันค่ะ”หญิงสาวพูดเรื่อยๆ “คิดมาตลอดว่าเรื่องของเราจะไปยังไงดี เวลาที่เราห่างกัน ฉันถอยออกมาก้าวนึง และมองดูความสัมพันธ์ของเราอย่างคนนอก ฉันถึงได้มองเห็นว่าเราฝืนมาตลอด”
“ฉันไม่เคยฝืน” ภาคีตะเบ็งเสียงแข็ง และเงียบไปอึดใจอย่างนึกไม่ออกว่าควรจะทำอะไรต่อไปดี “เธออยากจะพูดอะไรกันแน่ อริน”
“ฉันคิดว่า เราอาจจะไม่รู้ใจตัวเองดีพอก็ได้”
ภาคีไม่เข้าใจสิ่งที่หญิงสาวพูดออกมาสักคำแต่อดค้านไม่ได้ เพราะรู้สึกถึงความไม่เป็นผลดีของสิ่งที่หญิงสาวกำลังพูดอยู่
“ฉันรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร”เขาพยายามเถียง
“อะไรล่ะ”อรินมองเขาอย่างค้นหาคำตอบ
ชายหนุ่มมองลึกเข้าไปในตาของหญิงสาว เพื่อจับความรู้สึกที่ตรงข้ามกับท่าทางและคำพูดที่แสดงออกมาเวลานี้ ก่อนจะพูดคำที่แน่ใจว่าเขากลั่นมันออกมาจากใจ
“เธอไงล่ะ”
“ฉันก็รู้ว่าคุณจะตอบแบบนี้ ฉันฟังมาเป็นร้อยครั้งแล้วก็ไม่เคยจะรู้สึกว่ามันเป็นจริงสักที แต่ก็หลอกตัวเองมาตลอด”
“เธอต้องเชื่อ อริน เพราะนี่คือความจริง”ภาคียืนยันเสียงเข้ม
“ฉันมาขอให้คุณพิสูจน์ด้วยการทวงคำสัญญา”
“ถ้าฉันทำตามสัญญาแล้วเธอจะเชื่อสิ่งที่ฉันพูดใช่ไหม”เขามองร่างที่หันหลังให้กับเขาในเวลานี้และดูเธอจะไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยแม้เขาจะพูดในลักษณะตั้งคำถามออกไป
“ฉํนยอมรับก็ได้ว่าลืมไปจริงๆเรื่องที่สัญญากับเธอไว้ แต่เธอบอกมาสิฉันจะทำตามคำสัญญาที่ว่านั้น”
“มันไม่ยากหรอกภาคี”หญิงสาวพยายามสะกดน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาหลังจากฟังคำสารภาพของเขา ดีที่หันหลังให้ไม่งั้นเขาก็เห็นความอ่อนแอที่เธอมี “คุณแค่นึกให้ออกเท่านั้นว่าเราพบกันครั้งแรกที่ไหน”
ชายหนุ่มอึ้งไปเหมือนกันกับเรื่องเหลวไหลไร้สาระในความรู้สึกของเขา ชีวิตของเขาเจอคนมามากมายและคำว่าพบกันครั้งแรกของอรินก็กินความหมายกว้างชนิดที่ว่าเขาอาจจะเคยเดินสวนกับเธอเมื่อชาติปางไหนก็ได้แล้วเขาจะไปนึกออกได้ยังไง
“ไร้สาระน่า เรื่องมันผ่านไปแล้ว ที่เราอยู่น่ะมันวันนี้นะ ไปพูดเรื่องที่ผ่านมาทำไม”
“ถ้าคุณไม่สัญญาฉันก็ไม่มาทวงถามหรอก แต่เพราะคุณเคยสัญญา ฉันไม่ได้คิดว่าคุณจะต้องจำเรื่องตั้งแต่อดีตกาลหรือว่าระลึกชาติได้”หญิงสาวตอกกลับราวกับรู้ใจเขา “แต่ฉันแค่อยากรู้ว่าคุณใส่ใจฉันสักแค่ไหน เพราะระยะเวลาที่คุณเคยให้สัญญาไว้จนถึงตอนนี้บางทีถ้าคุณจะหาคำตอบจริงๆก็น่าจะรู้นานแล้ว ถ้าคุณอยากรู้คุณก็คงหาทางรู้จนได้ว่าฉันเคยเป็นใครมาจากไหน”
“ฉํนว่าเราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ”ภาคีตัดบทง่ายๆ พยายามดึงร่างบางที่หันหลังให้เขาอยู่เข้ามากอด แต่หญิงสาวแข็งขืนและกลับพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงกับความตั้งใจเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“ฉันให้เวลาคุณถึงวันพรุ่งนี้ 6 โมงเย็นเราคงได้พบกันในสถานที่แรกที่เรา พบกัน”
ภาคีไม่ได้คิดถึงเรื่องที่เขาต้องหาคำตอบมาให้หญิงสาวแต่หัวสมองเขาคิดไปอีกทาง อรินคงแค่ต้องการให้เขาง้องอนทำความเข้าใจกับเธอ เขาคิดว่าเขาคงจะหาเธอจนพบได้ตามสถานที่ๆเคยไปด้วยกัน แต่มันจะต้องไม่ใช่วันพรุ่งนี้ และนั่นทำให้เขาอ้าปากเพื่อจะปฏิเสธ
“พรุ่งนี้...ฉันไม่ว่...”
“พรุ่งนี้เท่านั้น ฉันให้เวลาคุณมามากแล้วภาคี คุณเคยอยากรู้ว่าทำไมฉันเรียกคุณแบบนี้ พรุ่งนี้ถ้าคุณอยากรู้ก็จะได้รู้แต่ถ้าคุณเลือกที่จะ...”หญิงสาวเว้นคำพูดไว้แต่มองไปในห้องที่เขาเดินออกมาแทนคำพูดนั้นและแน่นอนผู้หญิงอีกคนคงได้ยินที่เธอพูดกับเขาอยู่เวลานี้จนหมด “คุณก็จะไม่ได้รู้อะไรอีกไม่ว่าเรื่องนั้นจะสำคัญมากกว่าเรื่องที่คุณมองว่าไร้สาระนี้เป็น100เท่า”
พูดจบอรินก็เดินแกมวิ่งจากมาก่อนที่ชายหนุ่มจะคว้าร่างนั้นไว้ทัน เขาได้แต่ยืนหน้านิ่วกับความไม่ได้ดังใจที่เกิดขึ้นและก็ต้องขมวดคิ้วเพิ่มขึ้นอีกเมื่อ เมธาวีเยื้องกรายออกมาเกาะบ่าขาไว้และกระซิบข้างๆหู
“พ่อมีงานใหญ่ให้คุณทำพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ”
ภาคีสลัดมือที่เกาะแกะเขาอยู่ออกอย่างรำคาญและเดินเข้าห้องปิดประตูดังโครมแถมล็อกเสียด้วยเพื่อป้องกันการก่อกวน ชายหนุ่มเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะเล่นละครเอาใจใคร เมธาวีจึงได้ประสบกับอารมณ์ดังพายุและตัวตนอันแท้จริงของนายภาคีเป็นครั้งแรก