พุทธานิภิหารเหนือฟ้า พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง
พุทธานิภิหารเหนือฟ้า พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง
พุทธาภินิหารเหนือฟ้า พระเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิง
พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า
เนาว์ นรญาณ
เมื่อช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2547 ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ได้ทำบุญไหว้พระและช่วยเหลือการพระพุทธศาสนาในสยามประเทศ ผ่านหน้านิตยสารพระหลายๆฉบับ ติดต่อกันมานานนับด้วยทศวรรษ จนการหลายๆเรื่องได้บรรลุถึงผลที่สำเร็จลุล่วงหรือก่อให้เกิดผลข้างเคียง ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลให้บังเกิดขึ้นมาพอสมควร จนเป็นที่อิ่มใจและวางใจในระดับหนึ่งแล้วนั้น บัดนี้ ก็ถึงคราที่จะไป “เปิดหูเปิดตา”และ “แสวงบุญ”พิเศษยังนอกประเทศเขตสยามกันบ้างเสียที ก็คงจะเป็นการดีไม่น้อยเลยทีเดียว............
และสำหรับ “ประเทศนอก” ประเทศแรกที่หมายมั่นในอันที่จะต้องไปเยือนให้จงได้ ด้วยเหตุที่มีวัดอันเก่าแก่และใหญ่ยิ่งมากมายหลายหลาก อีกทั้งยังอุดมสมบูรณ์ด้วยศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่อย่างมหาศาลที่มีอายุนับเป็นพันๆปีให้ดูให้ชมกันอย่างไม่หวาดไหวแล้ว ก็ยังเป็นเพราะด้วยได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจาก “พ่อแม่ครูอาจารย์”เป็นหลายองค์หลายท่านการันตีรับรองอย่างหนักแน่นอีกต่างหากด้วยว่า ต่อไป ในเขตแคว้นแดนดินถิ่นนี้ จะเป็นมงคลสถานอันวิเศษสุด ที่ “พระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์”จะได้เสด็จลงมาตรัสรู้พระปรมาภิเษก เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายในแห่งมหาภัทรกัปปัจจุบันนี้อีกต่างหากด้วย...!!!!!! นั่นก็คือประเทศ “พม่า”หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เมียนมาร์” นั่นแลฯ
เชื่อหรือไม่...???
แต่ส่วนตัวของผู้เขียนนั้น หลังจากที่ได้ศึกษา “ข้อมูล”เมื่อได้ไป “ดูงาน”ของจริงที่ประเทศพม่าด้วยตาด้วยใจของตนเองแล้ว ก็อดที่จะให้ “เชื่อ”เช่นนั้นไปเสียมิได้ เพราะหากจะว่ากันตาม “เนื้อผ้า”กันจริงๆ โดยไม่นำเอา “อคติ”ความลำเอียงส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นจากความลำเอียงเพราะ “รัก”(ฉันทาคติ) ความลำเอียงเพราะ “ชัง”(โทสาคติ) ความลำเอียงเพราะ “หลง”(โมหาคติ) และความลำเอียงเพราะ “กลัว” (ภยาคติ) มาเป็นเครื่องเบี่ยงเบนความ “เที่ยงธรรม”ให้วิปริตแปรผันไปกันจริงๆแล้ว แม้ประเทศพม่าจะยัง “ล้าหลัง”ในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาธารณูปโภคสาธารณูปการที่ทันสมัยและสะดวกสบายกว่าหลายประเทศอยู่อีกมากก็ตาม แต่พื้นฐานของจิตใจของชาวพม่านั้น กลับมีความ “จริงจัง”และ “เข้มข้น”ต่อบวรพระพุทธศาสนานั้น นับได้ว่า “สุดยอด”อย่างชนิดที่ประเทศอื่นๆก็ไม่อาจจะเทียบได้......
และ “ศรัทธา”นั้น ก็เป็นศรัทธาอัน “บริสุทธิ์”ที่มุ่งต่อบุญต่อกุศล โดยยึดถือ “พระพุทธ” และ “พระธรรม” เป็น “สรณะหลัก”อย่างแน่นหนากันจริงๆอีกต่างหากด้วย ดูอย่างวัดวาอารามตลอดจนพระมหาธาตุเจดีย์ที่พม่า ล้วนแต่ “โอฬาริกยิ่งใหญ่”และ “อลังการงานสร้าง”กันแบบสุดฤทธิ์ ประมาณว่า “เล็กๆเราไม่ ใหญ่ๆเราทำ” แลดูมลังเมลืองเหลืองอร่ามไปด้วยทองคำแท้ฉาบทาอยู่ทั่วไป สร้างแล้วไม่สร้างเปล่า หรือเอาวัดเอาวามาเป็น “แคทวอร์ค”ให้นางแบบมาเดินเฉิบๆโชว์เสื้อผ้าหรือเครื่องเพชรยั่วกิเลส และหรือดัดแปลงโบสถ์วิหารมาเป็น “ฉากหนัง วิวละคร” ที่เร่าร้อนไปด้วยการชิงรักหักสวาทหรือด่าพ่อล่อแม่กันกรี๊ดๆๆ ประโลมโลกย์กันอย่างน่าสังเวชเหมือนอย่างใน “บางประเทศ”นิยมทำกันแต่อย่างไรทั้งสิ้นไม่ แต่ชาวพม่าทั้งเด็กทั้งหนุ่มทั้งแก่ ต่างพากันมาไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิเจริญจิตภาวนากันให้เต็มพรืดไปหมด..!!!!!!
เข้าไปวัดไหน ก็สามารถเห็นภาพดังกล่าวได้จนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
โดยเฉพาะที่ “พระมหาเจดีย์ชเวดากอง” ซึ่งมีความหมายว่า “เจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิง”หรือย่างกุ้งในปัจจุบันนี้ด้วยแล้ว มีผู้คนมาทำบุญไหว้พระสวดมนต์กันหนาแน่นมาก ราวกับมีงานเทศกาลตลอดทั้งวันยังค่ำ ไม่เคยสร่างซา เรียกได้ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มาไล่ให้กลับบ้านได้ เพราะวัดจะปิดตอน 4 ทุ่มแล้ว ศรัทธาประชาชนคนก็คงจะนั่งไหว้พระกันไม่เลิกอย่างนั้นเลยทีเดียว ช่างเป็นที่น่าชื่นชมอนุโมทนาสาธุการเป็นที่สุดเสียจริงๆ และสิ่งหนึ่งที่อาจที่จะกล่าวได้ว่า มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่ก่อให้เกิด “ผลดี”ต่อความมั่นคงและบริสุทธิ์แห่งบวรพระพุทธศาสนาในประเทศพม่าประการหนึ่งที่น่าพินิจพิเคราะห์อย่างยิ่งก็คือ พุทธศาสนิกชนชาวพม่านั้น ไม่เคยถือ “พระสงฆ์”องค์ใดๆให้เป็นใหญ่ และเป็นที่นิยมศรัทธา ยิ่งกว่า “พระพุทธ”และ “พระธรรม”ใดๆ อันเป็นช่องทางให้ “สัทธรรมปฏิรูป”(ธรรมะปลอม)ที่ไม่ว่าจะเกิดจาก “นิมิตลวง”(สำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยหลงไปด้วยใจสุจริต)หรือ โดยจงใจเข้าใจผิดโดยเจตนาทุจริต)สอดไส้ปะปนเข้ามาในพระไตรปิฏกให้ผิดเพี้ยนไปจากของเดิมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ได้ อันนี้ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม จ.กาญจนบุรี พระคณาจารย์ชื่อดังก้องฟ้าเมืองไทยที่มาจากพม่าแท้ๆเมื่อหลายสิบปีก่อนก็ยังเคยเล่าเรื่องนี้ให้ผู้เขียนฟัง สมัยที่เรื่องของ”วัดใหญ่”แถวภาคกลางใกล้กรุงเทพมหานครวัดหนึ่ง(ขอละชื่อไว้ในฐานที่เข้าใจ) ที่สอนธรรมคลาดเคลื่อนจากพุทธพจน์อย่างสุดแรง กำลังอื้อฉาวเป็นข่าวหน้าหนึ่งอยู่เมื่อหลายปีก่อนว่า “เนาว์เอ๊ย...ที่เมืองนอก(พม่า)นั้น หากมีกรณีขัดแย้งกันในเรื่องของธรรมะนี้ เพียงแค่เรียกคู่กรณีมาพิจารณากันต่อหน้า แล้วเอาพระไตรปิฏกมากางตัดสิน ถ้าธรรมะใครถูกตามพระไตรปิฏกก็ผ่านไป ถ้าธรรมของใครผิดจากพระไตรปิฏกก็ตกไป ปัญญาแบบนี้ที่เมืองนอกประเทศพม่าแก้ง่ายมากนะ.....แต่เมืองไทยนี่ทำไมแก้ยากแก้เย็นก็ไม่รู้สินะ....”
“ก็เพราะเมืองไทย ถือเอาพระสงฆ์เป็นใหญ่กว่าพระพุทธนี่ครับ หลวงพ่อ...”ผู้เขียนกราบเรียน “ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงหลัก”มหาปเทส 4”ในการตัดสินอะไรเป็นธรรมไม่เป็นธรรมไว้โต้งๆแล้ว แต่คนไทยเราถือเอาคำของหลวงปู่หลวงพ่อสำคัญกว่า ถ้าสมมุติว่ามีหลวงพ่อองค์หนึ่งสอนว่าอย่างนี้ แต่คำสอนของพระพุทธองค์ในพระไตรปิฏกลับว่าอย่างโน้น ก็เลยหาว่า พระไตรปิฏกเขียนผิด พระพุทธเจ้าสอนพลาด หรือไม่ทรงตรัสให้ครบถ้วน ก็เลยไม่เชื่อคำพระพุทธไปส่งเลย เชื่อแต่คำพระสงฆ์ ซึ่งไม่มีพุทธญาณ,สัพพัญญุตญาณหรืออนาวรณญาณอะไรจะเทียบเท่าได้ (โอกาสที่จะเล็งญาณแล้วเห็นธรรมหรือเหตุการณ์ผิดเพี้ยนไปจากพระพุทธองค์จึงมีสูงมาก).... ก็ยังไม่รู้สึกตัวและยังดันทุรังถือผิดๆกันอย่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แถมยังมีเรื่องของผลประโยชน์และธุรกิจทับซ้อนกันในวัดในวาให้วุ่นวายหนักเข้าไปอีกต่างหาก วงการศาสนาในบ้านเราจึงเละเป็นโจ๊กแบบนี้แหละครับ หลวงพ่อ..” “โอ...”หลวงพ่ออุตตมะรำพึงอย่างปลงอนิจจัง ก่อนที่จะรำพึงต่ออีกหน่อยหนึ่งว่า”นี่แหละนะ...ยุคอันตระวิวัฏฏะ(ยุคมืดยุคเสื่อม) สิ่งที่ถูกก็กลับว่าเป็นสิ่งที่ผิด สิ่งที่ผิดก็กลับถือเป็นสิ่งที่ถูกกันถึงขนาดนี้ แล้วศาสนาของเราต่อไปจนเป็นอย่างไรนะนี่
ใครก็ได้ ช่วยตอบที.........
แต่...ก็ช่างเถอะนะ.......
เพราะอย่างไรเสีย “พระศรีอาริยเมตไตรย” ท่านก็หาได้ลงมาตรัสรู้ประดิษฐานพระศาสนาในเขตแคว้นของพวก”หัวปฏิรูป” แถวนี้อยู่แล้วนี่
ด้วยเหตุฉะนี้ ผู้เขียนจึง “แอ่นแอ๊น”ไปเยี่ยมเยือนแผ่นดินที่พระศรีอาริยเมตไตรยท่านจะมาตั้งพระศาสนาในอนาคตกาลล่วงหน้าก่อนดีกว่า ใจจดจ่อเป็นกรณีพิเศษที่ “พระมหาเจดีย์ชเวดากอง” ซึ่งตามประวัติได้กล่าวไว้อย่างแน่ชัดว่า เป็นพระเจดีย์องค์แรกในบวรพระพุทธศาสนา ที่สร้างตั้งแต่พระสมณโคดมพุทธเจ้าเพิ่งตรัสรู้ใหม่ๆในพรรษาแรก ภายหลังจากที่ทรงเสวยวิมุติสุข 7 สัปดาห์ครบถ้วน และได้ทรงประทานพระเกศาธาตุ 8 เส้น แก่พ่อค้าชาวมอญชื่อ
"ตปุสสะ”และ “ภัลลิกะ” ที่เดินทางไปค้าขายที่ประเทศอินเดีย เมื่อ 2500 กว่าปีล่วงแล้ว อีกทั้งยังเป็นที่บรรจุ “พุทธบริขาร” คือไม้เท้า
ที่กรองน้ำ,จีวรและพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง “4”พระองค์ อีกต่างหาก..!!!!!!
และในอนาคตกาล พระศรีอาริยเมตไตรย ก็จักได้มีการนำเอา”พระอัฐิส่วนพระนลาต”(บางตำราก็ว่าเป็น “มหามงกุฏ”มาบรรจุที่พระมหาเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิงแห่งนี้ให้ครบถ้วนแห่ง “นะโมพุทธายะ”(พระพุทธเจ้า 5 พระองค์)อีกด้วย..!!!!! ด้วยเหตุฉะนี้ พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง จึงมีศักดิ์ศรีและความสำคัญย่อมมีอย่างสูงสุดยอด เสมอด้วย “พระพุทธบาทสี่รอย” ซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์เช่นเดียวกัน ที่ปัจจุบัน ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระพุทธบาทสี่รอย ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ของเราดังที่ผู้เขียนได้เลย “เปิด”ให้ทุกๆท่านได้ทราบเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วอย่างไม่ผิดเพี้ยนแต่ประการไรๆเลย
ก็เหตุที่ผู้เขียนออกจะคนเป็นคนประเภท”บุ้ดดาห์มาเนีย” ซึ่งถือเอา”พระพุทธองค์”เป็น”หนึ่งในดวงใจ”อย่างที่ไม่อาจจะมี”พระสาวก”องค์ใดๆมาแทนที่ได้ ประกอบกับความที่เป็นคน”ราคะจริต”อย่างแรงกล้าชอบ”ของสวยของงาม”อย่างที่”อลังการงานสร้าง”อย่างเหลือล้นบวกเข้ามาอีกต่างหากด้วยแล้ว
ผู้เขียนจึงทั้ง”พร่ำเพ้อ”และ”ตั้งใจ”เป็นนักเป็นหนาว่า สักวันหนึ่ง หากไม่ตายไปเสียก่อน ก็จะหาทางในอันที่จะไปกราบแทบพระพุทธบาทยุคลยังพื้นลานพระธาตุพระมหาเจดีย์ทองคำชเวดากอง ซึ่งเป็นที่ลือเลื่องนักหนาในความ”วิจิตรมโหฬาร์”อันในเปรียบมิเทียมทันให้จงได้ และ...วันนี้ ก็”สมใจ”ดังปรารถนาทุกประการแล้ว และการไปไหว้พระเจดีย์ชเวดากองของผู้เขียนครั้งแรกในครั้งนี้ ก็เป็นการไปอย่าง”ปัจจุบันทันด่วน” อย่างที่เรียกได้ว่าไปแบบ”ฟรีๆ” แถมยังมี”ของแถม”และเรื่องราว”อภินิหาร”ของพระเจดีย์ชเวดากองที่ผู้เขียนและคณะเจอกันมาอย่าง”เนื้อๆ”แถมพกให้ละลานใจเล่นอีกต่างหากด้วย...!!???!!
นั่นก็คือ แค่เพียงเริ่มไปจองตั๋วเพื่อไปไหว้พระเจดีย์ชเวดากองได้ไม่นานเท่าไร การงานหลายๆอย่างก็หลั่งไหลเข้ามหาอย่างผิดปกติ แน่นอน...มี “งาน”มี “เงิน”ก็วิ่งเข้ามาชน จนพอดีกับค่าตั๋วที่มีราคาเกือบ 2 หมื่น
แถมยังมี “พ็อกเก็ตมันนี่”เหลือไป “ทำบุญ”และ “ช็อปปิ้ง”กันให้กระจายอีกต่างหากด้วย ยังอดแอบนึกอยู่ในใจอยู่ตะหงิดๆไม่วายว่า “สงสัยว่า....พระท่านจะให้ลาภเราไปกราบพระเจดีย์ชเวดากองได้อย่างฟรีๆ แถมเงินติดกระเป๋าอีกหรือไรกันนะนี่..???” นับเป็นเรื่องที่แปลกดีเรื่องแรก ประเดิมกันให้เห็นๆทีเดียว........
เรื่องที่ 2 ก็ออกจะแปลกประหลาดดีไม่แพ้กัน
นั่นก็คือ ในตอนเช้าของวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2547 เมื่อเครื่องบินของสายการบิน MYANMAR ทะยานออกจากกรุงเทพ ประเทศไทยมุ่งตรงไปไปยังกรุงย่างกุ้ง สหภาพเมียนมาร์ จนเจียนใกล้จะถึงเต็มที อยู่ดีๆ กัปตันก็ประกาศออกมาทีเดียวว่า “ตอนนี้ ที่สนามบินมิงกาลาดอน กรุงยางกอง(ย่างกุ้ง) มีหมอกลงหนามาก ไม่สามารถนำเครื่องร่อนลงได้ จำเป็นที่จะต้องบินกลับไปยังประเทศไทย เพื่อนำเครื่องลงจอดพักที่ท่าอากาศยานดอนเมืองประมาณ 20 นาที แล้วจึงค่อยบินกลับไปกรุงย่างกุ้งอีกครั้งหนึ่ง...” เรื่องของเรื่องก็เลยปรากฏว่า ในเช้าของวันนั้น ผู้เขียนซึ่งบังเอิญได้ที่นั่งอยู่ติดหน้าต่างอย่างพอดิบพอดี ก็เลยมีโอกาสบำเพ็ญตัวเป็น “พระยาน้อยชมตลาด”(พม่า)ทางอากาศ ได้นั่งเครื่องบินชมวิวทิวทัศน์นอกเส้นทางปกติที่เป็นภูเขาสูง,ป่าไม้และแม่น้ำใหญ่จากทางอากาศอันสวยงามและใหญ่โตมโหฬารกว่าในประเทศไทยนับเป็นสิบๆเท่าตัวอย่างตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่งอยู่ถึง 4 เที่ยวบินได้กันอย่างคาดคิดไม่ถึงมาก่อนเลยทีเดียว. ..!!!!!
นับเป็น “ของแถม”ที่แม้แต่บริษัททัวร์ ก็ไม่เคยเจอะเจอและคาดคิดมาก่อนเช่นเดียวกัน สงสัยว่า.... งานนี้ คงต้องขอขอบพระคุณ “เทวดาพม่า”ที่กรุณา”จัดให้”ด้วยใจจริงครับ..!!!!!
ตามกำหนดการในการ”ทัวร์วัด”นั้น มิใช่ว่า พอเครื่องลงเสร็จ ก็พาลูกทัวร์เข้าไหว้พระมหาเจดีย์ชเวดากองเลยก็หามิได้หรอกนะขอรับกระผม.... แต่ทางทัวร์กลับพานั่งรถเลียบเมือง ผ่านข้างๆพระมหาเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิงแบบเฉี่ยวๆไปๆมาๆก่อนหลายรอบ แต่ยังหาได้จอดเพื่อให้เข้าไปไหว้ให้สมดังใจที่ศรัทธาไม่ ทำเหมือนหนึ่งว่า จะ “ยั่วศรัทธา”ของลูกทัวร์ทุกๆคนให้ทวีดีกรีพุ่งปรี๊ดขึ้น จน “ปรอทแห่งปสาทะ(ความเลื่อมใส)”แทบจะแตกทะลักไปก่อน อย่างใดก็อย่างนั้น
แต่ทางทัวร์ ก็ได้ทำการ “โหมโรง” ด้วยการพาไปไหว้พระตามวัดอื่นๆก่อน ทั้งที่ พระเจดีย์กลางน้ำ เมืองสิเรียม อันแสนสวย,วัดโบตาทอง สถานที่พระเกศาธาตุมาถึงเมืองพม่าเป็นที่แรก ก่อนจะได้อัญเชิญไปบรรจุในพระเจดีย์ชเวดากองในเวลาต่อมา , ไหว้พระนอนเจ้าทัตยี ที่สวยและใหญ่ที่สุดในพม่า , ไหว้เทพทันใจอันเลื่องชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ พร้อมพาไปเดินเที่ยวและชอปปิ้งพระไม้จันทน์หอม,ไม้กฤษณาแกะและทับทิมกันให้กระจายที่ไชน่าทาวน์และที่ตลาดสก็อตจนกระเป๋าเบาหวิวไปตามๆกัน แม้ทุกๆคนจะได้ไหว้พระพร้อมช็อปปิ้งซื้อของกันจนอิ่มบุญอิ่มใจโดยถ้วนหน้าเห็นปานนี้
แต่อย่างไรเสีย ทุกดวงใจก็หาได้ลืมเลือนในอันที่ต้องการจะไปไหว้ “พระเจดีย์ชเวดากอง”กันใจแดงจะขาดอยู่รอนๆมิได้อยู่ดี
ยามใดที่รถวิ่งผ่านวัด และแลเห็นองค์พระเจดีย์ตั้งตะหง่านอยู่ลิบๆ เกือบทุกคนก็แทบจะลืมหายใจ ต่างพาจ้องมองดูพระเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิงด้วยความศรัทธาอย่างไม่วางตา พลาง “ยอกรขึ้นอภิวาทเหนือเศียรเกล้า”ด้วยความเคารพสักการะที่ท่วมท้นในจิตในใจอย่างยวดยิ่งไปตามๆกัน อา....นี่แหละ นี่แหละ.....คือ”ธาตุเจดีย์”แห่งแรกในพระพุทธศาสนาพระสมณโคดมของแท้ๆละ.... และนี่ ก็คือพระเจดีย์องค์แรกในบวรพระพุทธศาสนา ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เพื่อบรรจุเส้นพระเกศาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ชุดแรก” และ”ครั้งแรก” ภายหลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้เพียง”เดือนเศษ”เท่านั้นอีกต่างหากด้วย..!!!!!
สาธุ สาธุ สาธุ.....
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
จากนั้นในวันต่อมาช่วงบ่ายๆ ใกล้เย็นๆ ของวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2547 อันเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ก็ได้ “ศุภฤกษ์เบิกดิถี”อันดีวิเศษเหตุแห่งวาสนาโดยที่ไม่ต้องไปตรวจดวงชะตาตาม “ยามอุบากอง”ให้เสียเวลา ก็ได้เวลาที่จะยาตราเข้าไปกราบไปไหว้ไปสายังพระมหาเจดีย์ทองคำชเวดากองกันจริงๆเสียที..... แน่นอนที่สุด ลูกทัวร์ทุกๆคนต่างตื่นเต้นดีใจและกระตือรือล้นอย่างมากๆถึงมากที่สุดไปตามๆกันเลยทีเดียว ไม่เว้นแม้แต่ตัวของผู้เขียนเองก็ตาม และเมื่อรถบัสของคณะทัวร์ได้เดินทางมาถึงบริเวณข้างวัดพระเจดีย์ชเวดากองเวลาประมาณ 16.00 น. “หม่องซอ” ไกด์ท้องถิ่นประจำทัวร์ก็สั่งทุกคนเลยว่า “เช่นเคย....เรื่องแรกที่ต้องขอบอกกันก่อนเลยก็คือ วัดที่พม่าทุกๆวัดนั้น มีกฏข้อห้ามเข้มงวดมากเกี่ยวกับการห้ามใส่รองเท้าเข้าในเขตวัดอย่างเด็ดขาด แม้แต่ถุงน่องถุงเท้าก็ห้ามหมด ใส่เข้าไปไม่ได้เลยนะครับ ฉะนั้น ทางที่ดีและเพื่อความปลอดภัย จึงขอให้ทุกๆคนถอดถุงน่องรองเท้าทิ้งไปบนรถเป็นการดีที่สุด...!!???!!”
ก็ท่านผู้อ่านที่เคารพรักทั้งหลายทราบหรือไม่ว่า ทำไมที่พม่าจึงห้ามใส่รองเท้าถุงเท้าเข้าในเขตวัดเล่า..???
เคยอ่านในหนังสือนำเที่ยว”หลายๆเล่ม” ก็ได้มีการบอกกล่าวเรื่องประเพณี”ห้ามสวมเกิบ”เข้าวัดทุกวัดในพม่ามาล่วงหน้าก่อนแล้วเช่นกัน
แต่เกือบละร้อยละ 99.99 ต่างล้วนไม่บอกเหตุผลใดอื่น นอกจากว่าเป็นการ “ให้ความเคารพสถานที่”แต่เพียงเท่านั้น (ก่อนที่จะเขียนบ่นพึมพัมอุบอิบอู้อี้คล้ายกับหมีกินผึ้งเป็นทำนองว่า “ฮ้อนตี๋น เจ๊บตีนจ๊าดหลายแท้ๆเด๊..” เล่มไหนก็เล่มนั้น ราวกับลอกสคริปต์มาก็ไม่ปาน)
เรื่องมันจะ”ง่ายๆสั้นๆ”เท่านั้นเองนะเหรอ..... จากการที่ได้ศึกษาเรื่องนี้มาพอสมควร ก็ขอบอกกล่าวต่อทุกๆท่านได้เลยว่า สำหรับประเพณีพม่าที่ห้ามทุกๆคน ใส่”ฟุตแวร์”(เครื่องสวมเท้า)ทุกชนิดทุกประเภทเข้าในเขตวัด ซึ่งถือเป็“กฏเหล็ก”ตายตัว ( STRICKLY PRIHIBITED) ที่ทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือจะเป็นเจ้าใหญ่นายโตบ้านไหนเมืองไหนมา ล้วนไม่มี”ข้อยกเว้น”ในเรื่องนี้ “อย่างเด็ดขาด”ทั้งสิ้น ก็มีที่มาจากเรื่องราวใน “พระไตรปิฏก”นั่นเอง ไม่ทราบว่า “มหาเปรียญ”ทั้งหลาย ยังจำเหตุการณ์ตอนที่พระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารเพื่อแย่งชิงราชสมบัติโดยคำยุยงของพระเทวทัตได้ใช่ไหม..???
ตอนแรก พระเจ้าอชาตศัตรูคงยังไม่อยาก “ลงไม้ลงมือ”กับพระบิดาตนเองอย่างรุนแรงเกินไป จึงเพียงจับพระเจ้าพิมพิสาร พระราชบิดาขังให้อดข้าวอดน้ำก่อน หมายให้ทรง “เสด็จไปสวรรค์”เองอย่าง “สถานกรุณา”ที่สุด แต่พระเจ้าพิมพิสารซึ่งเป็นพระอริยโสดาบัน ก็ไม่ทรง “พระธรรมดา” พระองค์ ก็ทรงหาทางแก้ไข โดยทรง “เดินจงกรม”นึกถึงพุทธคุณเป็นอารมณ์แก้ทุกขเวทนา พระองค์เลยสามารถทรงพระชนม์อยู่ต่อมาได้เรื่อยๆ ไม่ยอมสวรรคตไปนิวัติสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาให้สมพระทัยพระเจ้าลูกยาเธอเสียที ท้ายสุด เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบเรื่อง ก็เลยทรง “เล่นบทโหด” ด้วยการสั่งให้ผู้คุมใช้มีดคมๆ “กรีด”ฝ่าพระบาทของพระเจ้าพิมพิสารเป็นริ้วๆ จนพระโลหิตไหลพลั่กๆออกมาแดงฉานไปทั่วบริเวณ ได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสที่สุด เพื่อมิให้ทรงพระดำเนินจงกรม”ต่อพระชนม์ชีพ”เหมือนเคยได้อีกต่อไป.....
และด้วยเหตุนี้เอง ในไม่ช้าไม่นาน พระเจ้าพิมพิสาร พระราชาอริยโสดาบันองค์แรกในพระพุทธศาสนาก็ถึงแก่กาลเสด็จสวรรคตลงไปอย่างน่าสลดใจเป็นที่สุดเยี่ยงนี้
ก็หากจะมีคำถามว่า ทั้งๆที่พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระอริยบุคคลผู้ใกล้ชิดพระพุทธองค์อย่างดียิ่ง และในเวลาช่วงนั้น พระพุทธองค์ก็ยังทรงพระชนม์อยู่ด้วย แล้วทำไมพระเจ้าพิมพิสารจึงต้องมาเสด็จสวรรคตด้วยอาการน่าเวทนายิ่งอย่างนี้เล่า..?????
สำหรับคำตอบข้อนี้ก็คือ นั่นเป็นเพราะ “พระกรรมเก่า”แต่ปุเรชาติของพระเจ้าพิมพิสาร ที่ครั้งหนึ่ง ทรงเคยสวม “ฉลองพระบาท” เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปใน”ห้องพระเจดีย์”ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆนั่นอย่างไร..!!!!!!?????
ก็การใส่“ฉลองพระบาท”(รองเท้า)เข้าไปในโบสถ์วิหารหรือพระเจดีย์ซึ่งเป็นที่ควรบูชาอย่างยิ่งนั้น ทาง “ธรรม”แล้ว ถือเป็นการ “ลบหลู่” ขาด “คารวธรรม” ที่เป็นบาปเป็นกรรม ซึ่งให้ผลร้ายแรงแก่ผู้กระทำอย่างไม่มีข้อยกเว้นทั้งสิ้น แม้พระพุทธองค์ก็ยังทรงมีพระพุทธบัญญัติห้ามมิให้พระสาวกแสดงธรรมแก่ฆราวาสผู้ยัง”สวมหมวก สวมรองเท้า ทั้งๆที่มิได้ป่วยไข้อยู่เลย หรือมิใช่..??? ด้วยกรรมที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเล็กน้อยนักหนาในสายตาบางคน แต่เมื่อนั่นเป็นการ “ล่วงเกิน”พระผู้ทรงคุณอันประเสริฐสุดอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว กรรมนั้น จึงหาได้เป็น”เรื่องเล็ก”ไม่เลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนิกชนชาวพม่า ผู้ยึดมั่นใน “พุทธวจนะตามพระไตรปิฏก”อย่างเคร่งครัดมาแต่โบราณกาล จึงได้ออกกฏห้ามทุกผู้ใส่ถุงเท้ารองเท้าเข้าใน”ข่วงอาราม”อย่างเด็ดขาดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงบัดเดี๋ยวนี้นี่คือเรื่องๆหนึ่งที่ “โคทาย” ซึ่งชอบ “ทำอะไรตามใจตัวเอง”ควรน้อมนำมาคิดและเร่งแก้ไขโดยแท้ทีเดียว จะได้ไม่เป็น “กรรมตัวกรรมประเทศ”ให้ต้องตกต่ำทุกข์ยากไปเปล่าๆปลี้ๆสืบไปนับภพนับชาติมิได้ในกาลอนาคตเป็นสำคัญ
โปรดสำนึกและอย่าหลงลืมไว้เสมอว่า อัน “พระพุทธศาสนา”นั้น เป็น “ของสูง”เทียมฟ้า ที่เหมาะแก่เฉพาะ “คนใจสูง”และ “ผู้มีระเบียบวินัย”อย่างแท้เท่านั้น จึงจะ “ถือ”และ “รักษา”เอาไว้เป็นอันดีได้โดยไม่ “บาดมือ”ตนเอง แต่สำหรับคนที่ “ใจยังไม่สูงพอ”และ “ไร้ระเบียบ”แล้ว คงไม่ต้องพูดต้องกล่าวอันใดให้ยิ่งไปกว่านี้หรอกกระมังครับ..???? และภายหลังจากที่สั่งให้ทุกคน “ถอด”ให้หมดแล้ว หม่องซอก็ยังบอกต่อไปอีกด้วยว่า “ ลานพระเจดีย์ชเวดากองนี้กว้างมาก และคนก็เยอะมากด้วย ให้เกาะกลุ่มให้ดีๆ แล้วเวลา 18.30 น. เจอกันตรงหอระฆังใหญ่(สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1841 ซึ่งมีน้ำหนักมากถึง 42 ตัน) ข้างเจดีย์นะครับ...เพราะซอจะพาทุกๆคนไปชมแสงเพชรบนยอดเจดีย์ที่สะท้อนแสงส่องประกายลงมาเป็นสีต่างๆในตอนหัวค่ำต่อไปนะครับ...”
เมื่อได้ฟัง ผู้เขียนก็พูดแบบทีเล่นทีจริงออกมากับเพื่อนคนหนึ่งเลยทีเดียวว่า
“เออ...มันน่าจะหลงให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยทีเดียวนะ จะได้อยู่ที่พระเจดีย์นี้นานๆหน่อยเนาะคับ..!!??!!”
แบบว่า....อยากไหว้พระสวดมนต์ที่นี่ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้นั่นแล
และ.....ก็เหมือนว่า “เทวดาพม่า”ที่รักษาพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองท่านจะได้ยินเสียงคำ”ร่ำเปิง”(รำพึง)ของผมได้อย่างแจ้งใจหรืออย่างไรก็สุดที่จะคาดเดา
ท่านก็เลย “จัดให้”อีกรอบอย่าง “เนื้อๆ”และ “เน้นๆ” แบบไม่มีเม้มในทันใด....
เพราะในที่สุด ผู้เขียนก็ “หลง”(จริงๆ)กับหมู่คณะ สมดัง “ปากว่า”ที่ว่า “มันน่าจะหลงนะ จะได้อยู่ที่นี่นานๆหน่อย”อย่างเหลือเชื่อและน่าอัศจรรย์ที่สุด..!!!???
เรื่องของเรื่องที่มันจะ “เป็นเรื่อง”ก็มีดังต่อไปนี้ครับ
ภายหลังจากที่ได้ไหว้พระสวดมนต์และตั้งจิตอธิษฐานที่ “จุดแห่งชัยชนะ” ที่พระเจ้าบุเรงนองเคยมาประทับอธิษฐาน ซึ่งเป็นจุดที่มองดูพระเจดีย์ชเวดากองได้สวยงามที่สุดจุดหนึ่งเป็นอันดีแล้ว ผู้เขียนก็เดินไปสรงน้ำพระประจำวันเกิด ที่มุมหนึ่งขององค์พระเจดีย์ จากนั้นก็เดินไปสำรวจและเก็บภาพความงดงามอลังการงานสร้างที่เรียงรายอยู่โดยรอบอย่างตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด สิ่งก่อสร้างแต่ละสิ่งละอย่างนั้น ล้วนใหญ่โตมโหฬารอย่างยิ่ง เข้าทำนองที่ว่า “เล็กๆเราไม่ ใหญ่ๆเราทำ” อีกทั้งยังมีความประณีตวิจิตรบรรจงอย่างเหลือล้น อันสะท้อนถึงจิตศรัทธาและภูมิปัญญาของพุทธศาสนิกชนชาวพม่าออกมาเป็นรูปธรรมอย่างชัดแจ้งยิ่ง
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ประเดี๋ยวเดียว ก็ใกล้ถึงเวลา 18.30 น. อันเป็นเวลานัดหมายกับคณะทัวร์แล้ว แม้ยังอยากที่จะ “โอ้เอ้เจดีย์ราย”ต่อไปอีกนานๆ แต่นัดก็ต้องเป็นนัด หากนัดแล้วไม่มาตามนัด เราก็อาจจะต้องกลายเป็น “ผีนัต”(ผีเทพารักษ์) ตนใหม่ของพม่าประจำเจดีย์ชเวดากอง (ซึ่งมีเณรเปรียญ 7 ประโยคท่านหนึ่งเมตตาตั้งชื่อไว้ให้ล่วงหน้าแล้วว่า “บุเรงเนาว์”อ่ะคับ..อิอิ) เพราะถูกคณะทัวร์บ้อมบ์เอา โทษฐาน “ผิด
เวลา”เอาได้ง่ายๆ ว่าแล้ว ก่อนเวลานัด 10 นาที (18.20น.) ผู้เขียนก็รีบรุดไปยังที่หอหลวงที่ตั้งของระฆังใบใหญ่มหึมา น้ำหนักมากถึง 42 ตัน ซึ่งพระเจ้า”ทาราวดี”(THARAWADDY) หรือในสำเนียงไทยคือ “พระเจ้าสาราวดี” ทรงสร้างไว้เมื่อปีพ.ศ. 2384 ซึ่งหม่องซอ “โลคอลไกด์” ได้นัดหมายไว้ เพื่อพบกับหมู่คณะในทันใดแต่...ช่างน่าแปลกใจอะไรเช่นนั้น เมื่อผู้เขียนเดินไปถึงหอระฆังใหญ่ที่มุมข้างหนึ่งของลานพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง อันเป็นที่นัดพบในเวลา 18.25 น. ก็หาได้”ประสพพบพักตร์”คณะทัวร์คนใดคนหนึ่งซึ่งมีถึงกว่า 25 คนไม่เลยแม้แต่เพียงหน่อเดียวนางเดียว....
“อะไรก๊าน...”ผู้เขียนนึกบ่นในใจ “ นี่นัดกันไว้เวลา 6 โมงเย็นครึ่งแท้ๆ แล้วทำไมยังไม่ใครโผล่มาเลยนะเนี่ย...???” หรือว่า แต่ละคน จะพากันไหว้พระถ่ายรูปกันเพลินจนลืมเวล่ำเวลานัดหมายกันหรืออย่างใดกันละนี่..??? ก็ไม่เป็นไร....รอก็รอ อย่างน้อยที่สุด เราก็ไม่ผิดเวลาให้คนอื่นรอก็แล้วกัน เมื่อคิดได้อย่างนั้น ผู้เขียนก็เลยทรุดตัวลงนั่งจุ้มปุ๊กพักเหนื่อยที่ลานบันใดที่หอระฆังใหญ่ เพื่อรอคณะทัวร์คนอื่นๆ พลางทอดทัศนาชมความงดงามของพระเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิงยามอาทิตย์อัสดงไปเรื่อยๆอย่างสบายใจ.....
และเมื่อเวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ๆ สิ่งที่เริ่ม”ผิดปกติ”ก็พลันบังเกิดขึ้นให้รู้สึกได้ในทันใด เมื่อนาฬิกาบอกว่า “18.45” อันมีความหมายว่า เลยเวลานัดไปถึง 15 นาทีแล้ว (การผิดเวลาแค่นี้ในเมืองไทย อาจจะเป็นเรื่องเด็กๆ แต่กรณีที่ไปทัวร์ต่างประเทศแล้ว การพลาดกำหนดนัดหมายเพียงเท่านี้ ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายใหญ่โตมาก ที่ “สมควรตาย”เป็นอย่างยิ่ง) ผู้เขียนก็ยังคงนั่ง “หัวโด่”เพียงลำพังคนเดียวที่ลานบันไดหอระฆังหลวง 42 ตันอยู่นั่นเอง โดยยังไม่เห็นมีใครในคณะทัวร์มานั่งรอเป็นเพื่อนเลยแม้แต่เพียงคนเดียว..!!??!!
คราวนี้ อีตา “เนาว์ นรญาณ”คนนี้ ก็เริ่มที่จะ “ขวัญหนี”แบบเล็กๆแล้ว “ฮือๆ..แงๆ...”ผู้เขียนนึกร้องในใจ “นี่เราหลงกันหมู่คณะจนถูกทิ้งแล้วหรือนี่..???”
และ “มันจะเป็นไปได้อย่างไร...เจ้าหม่องซอนัดทุกคนไว้ที่หอระฆังหลวงนี้ไม่ใช่เหรอ นี่ก็เลยเวลานัดมาตั้งนานแล้ว ทำไมยังไม่มีใครมาสักคนเลยละเนี่ย...???” และแล้วในที่สุด เมื่อความอดทนและอดกลั้นสิ้นสุดลง เมื่อผู้เขียนที่ดูเป็นเสมือนถูกทุกๆคนทิ้งให้เป็น “กะเหรี่ยงหลงหมู่”แต่เพียงลำพังผู้เดียว ก็จำต้องลงทุนตะเกียกตะกายเดินตามหาทุกคนรอบๆลานพระเจดีย์ชเวดากองอีกรอบใหญ่ๆ ที่มีระยะทางเกือบกิโลเมตรถ้วน ก็หาได้เจอะเจอใครๆไม่แม้แต่เพียง “เงา”หรือ “จิตวิญญาณ”......
เอาละซี.....
เกิดเรื่องแล้ว........
เป็นเรื่องแล้ว..........
ทำไงดีล่ะเนี่ย..............
และสุดท้าย เมื่อ “หมดท่า”จริงๆ ผู้เขียนเลยต้อง”วิ่งรอก”ไปๆมาๆระหว่างหอระฆังหลวง (หนัก 42 ตัน) กับระฆังใหญ่อีกใบที่ “พระเจ้าสิงกู”ทรงสร้างเมื่อปีพ.ศ. 2321 ที่เล็กกว่าหน่อยนึง (แต่มีน้ำหนักมากถึง 24 ตัน) ซึ่งอยู่ห่างกันราว 100 เมตรเศษๆ เผื่อว่า คณะทัวร์อาจจะหลงไปรออยู่ที่หอระฆังอีกที่ก็ได้....(บนลานพระเจดีย์ มีระฆังใหญ่พิเศษเพียง 2 ใบเท่านั้น) และแม้ผู้เขียนจะพยายาม “วิ่งเดี่ยว 4*100 เมตร”ระหว่างระฆัง 42 ตันของพระเจ้าทาราวดี กับ ระฆังพระเจ้าสิงกู ที่หนัก 24 ตัน ไปๆมาๆอยู่ประมาณถึง 4 รอบจนลิ้นแทบห้อย หอบแฮ่กๆก็ตาม แต่จนแล้วจนรอด ก็หาเห็นใครๆไม่อยู่นั่นเอง ก็ยิ่งสร้างความงุนงงสงสัยอย่างสุดซึ้งให้บังเกิดขึ้นอย่างเหลือที่จะกล่าวได้เป็นที่ยิ่ง
“หลง”แน่ๆแล้ว.....
โดน”ปล่อยเกาะ”คนเดียวแน่แท้แล้วละหนอ.......
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพระเจดีย์ชเวดากองช่วยด้วยเถิดเจ้าข้า........ หรือว่านี่ จะเกิดจาก “อานิสงส์”ที่เราพูดลอยๆก่อนขึ้นมาว่า “มันน่าจะหลงให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยทีเดียวนะ จะได้อยู่นานๆหน่อย”หรืออย่างไรกัน...?????? ที่สุด....เวลา ก็ผ่านไปเรื่อยๆ จนทุ่มกว่าๆแล้ว ความมืดเริ่มโรยตัวลงมา ท้องฟ้าเหนือพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าและน้ำเงินเข้มตามลำดับ ไฟสปอร์ตไลท์ทุกดวงก็เริ่มฉายแสงแรงกล้า องค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองก็ยิ่งทอประกายแห่ง “ทองคำ”แท้ๆ ที่”เลอค่าอมตะ” ตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม แลดูหรูเลิศงดงามน่าอัศจรรย์เหนือคำพรรณาใดๆจักกล่าวเทียบให้เปรียบปาน ราวกับได้ล่องลอยอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นตาวติงสา ที่ประดิษฐานพระเกศธาตุมหาจุฬามณีอย่างใดก็อย่างนั้นอย่างแท้จริง.......
แต่ผู้เขียน ก็ยังถูก “ปล่อยวัด” ที่ “พระธาตุทะโด่ง”(อีกชื่อหนึ่งแบบล้านนาของพระเจดีย์ชเวดากอง)เพียงเอกาคนเดียวอยู่นั่นเอง..!!
และแม้จะต้องทุกข์และกังวลใจที่หาใครไม่เจอเห็นปานนี้
ผู้เขียนก็อดที่จะชื่นชมกับความงดงามยิ่งใหญ่ของพระมหาเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิงยามค่ำคืน ที่ได้เห็นแจ้งประจักษ์แก่สายตาต่อหน้าไปเสียมิได้ ก่อนให้อดนึกอดคิดไปเสียมิได้ว่า “เสียดายนะ ที่ตอนนี้ เขากำลังทำนั่งร้านเตรียมหุ้มทองคำพระเจดีย์ใหม่อยู่ (พม่าจะซ่อมทองคำหุ้มพระเจดีย์ใหม่ทุก 5 ปี) นี่ถ้าซ่อมเสร็จแล้ว คงจะยิ่งสวยงามจนสุดที่จะพรรณนาเป็นแน่เลยทีเดียว
แต่...ก็ดีเหมือนกัน”ผู้เขียนนึกต่อไป” เราจะได้ทำบุญหุ้มทองคำพระเจดีย์ชเวดากองให้สมศรัทธาที่อยากจะทำมานานไปเลยทีเดียว เพราะแต่ก่อนนั้น เราอยากจะทำบุญปิดทองคำแทบขาดใจ ก็ไม่รู้ว่าจะฝากใครมาทำดี ฉะนั้น เมื่อมาถึงที่ด้วยตัวเองแล้ว ก็อย่ารอช้าเลยดีกว่า...” คิดได้เช่นนั้น ผู้เขียนก็เลยเดินตรงไปที่รับบริจาค ทำบุญไปเพียง 100 US. DOLLARS กับเงินพม่าอีก 8,000 จ๊าด(เท่านั้น) พร้อมๆกับคิด”อาฆาต”ไว้อีกด้วยว่า “เสียดายจัง...เรามีเงินน้อยไปหน่อย ไม่งั้น...จะทำบุญให้มากกว่านี้อีกเยอะๆเลยทีเดียวเชียว..!!!!”
และ “เอาเถอะ...อีกไม่นานหรอก I Shall Return(สำนวนนายพลแมกอาร์เธอร์)ที่จะกลับมาไหว้มาทำบุญที่นี้อีกให้จงได้เลยทีเดียว...คอยดู๊ คอยดูสิน่า...”
และในไม่ช้านั่นเอง ขณะที่กำลังเดินทอดน่องชมความวิจิตรอลังการของวัดในยามราตรีอยู่เป็นอันดีนั่นเอง “หม่องซอ”ไกด์พม่าที่ปกติ มีหน้าตาและหุ่นที่อ้วนท้วนตุ้ยนุ้ยน่ารักคล้ายๆกับ “ซูโม่กิ๊ก” ก็เดินหน้าหงิกเข้ามาเลยทีเดียว ราวกับเด็กน้อยเห็นครูถือไม้เรียวมา ทั้งๆที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่า “ใครผิดใครถูก” แต่ก็เพื่อเป็นการ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”เอาไว้ก่อน(เพราะกลัวถูกไกด์ด่า เพราะว่า “ผิดเวลา”เกินเหตุ) ผู้เขียนก็รีบทักเชิงบ่นเป็นการ “ดักคอ”ไปก่อนเสียในทันทีเลยทีเดียวว่า
“พี่ซอ....คณะทัวร์หายไปไหนมาครับ ผมเดินหาแทบตาย ก็หาใครไม่เจอเลย...???”
“อะไรกัน...”หม่องซอทำหน้าปั้นยาก “ลูกทัวร์คนอื่นเขามากันครบตามเวลา และกลับขึ้นรถไปหมดตั้งนานแล้วนะครับ.!!??!!”
“ห๊า...!!!???” ผู้เขียนอุทาน “มันจะเป็นไปได้จะใด ก็เฮาเอ๊ยผมมารอที่ระฆังใหญ่ล่วงหน้าตามที่พี่บอกไว้ก่อนเวลาเสียด้วย แต่ก็ไม่เห็นคณะทัวร์สักคนเลย..” “ใครว่า...”หม่องซอพูดเสียงเข้ม “ ลูกทัวร์ทั้งหมดมานั่งรอที่เชิงบันไดที่หอระฆังใหญ่ก่อนเวลาตั้ง 10-15 นาทีแล้ว ทำไมไม่เห็นได้เล่า...???”
เมื่อได้ฟัง “หม่องซอ”ว่าดังอั้น ผู้เขียนก็แทบจะถึงกับ “เอ๋อเหรอ”รับประทานด้วยความงุนงงสงสัยเป็นอย่างสุดซึ้งที่สุด ก่อนที่รำพึงกับตนเองเหมือนคน “สติแตก”ไปแล้วว่า “มันเป็นไปได้อย่างใดกัน....ทั้งๆที่เราไปเดินจ่ออยู่ที่หอระฆังใหญ่ในเวลาเดียวกับที่คณะทัวร์ตั้งกว่า 20 คนมานั่งรออยู่กันตรงนั้นแท้ๆ แต่กลับไม่เห็นใครแม้แต่เพียงคนเดียวเลย.....???” และเมื่อหม่องซอแทบจะได้”ลาก”ผู้เขียนถูลู่ถูกังกลับลงมาที่รถ
และได้เจอะเจอกับ”ตัวเป็นๆ”ของคณะทัวร์ทุกๆคนแล้ว แม้ในตอนแรกๆ เกือบทุกคนก็ดูเหมือนจะ “ดูหมิ่นเหยียดหยาม”(ด้วยสายตา)ในความ “ล่าช้าผิดปกติ”ของผู้เขียนอยู่ในที แต่เมื่อฟัง “คำแก้ตัว”ที่เพียบพร้อมด้วย “อรรถะ”และ “พยัญชนะ” ตลอดจน “เหตุผล”และความ “น่าเชื่อถือ”ของผู้เขียน(ที่อาจจะพอมีหลงเหลืออยู่บ้างนิดหน่อย) ทุกๆคนก็ต้องถึงที่แปลกใจไปเช่นเดียวกัน “มันไม่น่าเป็นไปได้นะครับ”ใครคนหนึ่งกล่าวขึ้น” ก่อนเวลา 18.30 น. ประมาณ 5-10 นาที ลูกทัวร์ทุกคนก็มานั่งรอที่บันไดหอระฆังใหญ่กันหมดแล้ว จะไม่เห็นกันได้อย่างไร..”
“แต่ผมคอยดูเวลาตลอด และก็มาถึงที่นัดก่อน 5 นาทีนะครับ “ผู้เขียนอุทธรณ์บ้าง “แต่ก็ไม่เห็นใครทั้งนั้น...”
“แต่พวกดิฉันก็ไม่เห็นคุณเนาว์เหมือนกันอ่ะค่ะ...??” สาวน้อยอีกคนหนึ่งเสริมรับ”ตอนแรกก็เห็นเดินร่อนอยู่ที่อีกมุมหนึ่ง แต่พอมาอยู่ที่ตรงนี้แล้ว ก็ไม่เห็นคุณเนาว์เลยนะคะ..???”
และด้วยความเป็นจริงที่จำได้ไม่ลืม ไม่เพียงแค่ “โฉบ”ไปดูไปหาคณะทัวร์เปล่าๆเท่านั้น ในเวลา 18.30 น. เมื่อผู้เขียนเห็นว่า เมื่อถึงเวลานัดแล้ว แต่ยัง “ไม่เห็น”มีใครมา ผู้เขียนก็อุตส่าห์เดินขึ้นเดินลงที่บันไดหอระฆังหลวง ที่นั้นเพื่อหาหมู่คณะอยู่ตั้งหลายรอบจนรู้สึกเกรงใจสถานที่(เพราะตอนแรกมีป้ายห้ามขึ้นติดอยู่ทนโท่) เลยจำต้องวิ่งรอกลงไปหาที่อีกหอระฆังใหญ่ใบรองอีกที่หนึ่งสลับไปสลับมาตั้ง 3-4 รอบดังที่ได้เล่ามาเมื่อกี้
ทั้งๆเหตุการณ์น่าจะเป็นแบบที่ ผู้เขียนแทบจะเดิน “ชน”หรือ “เหยียบหัว” กับลูกทัวร์คนอื่นๆที่นั่งรอกันสลอนที่เชิงบันไดหอระฆังใหญ่เห็นปานนี้ แต่เรื่องที่น่าประหลาดและเหลือเชื่อเป็นที่สุดก็กลับเป็นว่า “เรา”(ที่มี 1 คน)ก็ไม่เห็น “เขา”(ตั้ง 25 คน) และ “เขา”
(ทั้ง 25 คน)ก็ไม่เห็น “เรา”(ที่มีเพียงคนเดียว) ทั้งๆที่อยู่ตรงที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกันแท้ๆ กลับเหมือนมีอะไร “บังตา”ให้ต่างฝ่ายต่างไม่เห็นกันได้ถึงขนาดนี้ นั่นก็ยังพอ “ทำเนา”
แต่ที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งไปกว่า ก็คงจะเป็นการที่ ผู้เขียน “เดิน”ฝ่า “ทะลุทะลวง”คณะทัวร์ทั้งคณะที่นั่งเรียงรายเต็มบันไดหอระฆังใหญ่ไปๆมาๆ โดยที่ “ไม่เห็นใคร”และก็ไม่มีการ “กระทบกระทั่ง”หรือ “ชน”จนหกล้มคว่ำคะเมนใครๆแม้แต่เพียงคนเดียว...???!!!??? เรื่องนี้สิ ช่างน่าแปลกประหลาดพิลึกกึกกือยิ่งกว่าธรรมดาหาน้อยไม่แท้ๆแล้ว ก็ถ้าเราเป็นผู้ทรงอภิญญา สามารถล่องหนหายตัวได้ เหมือนกับหลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัยที่นั่งรถเข็น “ผ่าน”คณะศิษย์ที่มาดักรอที่เชิงบันไดแต่มองไม่เห็นองค์ แต่แล้วท่านกลับไปนั่งปร๋ออยู่บนศาลาเหมือนอย่างที่พี่อำพล เจนเคยเล่าไว้ตอนหนึ่ง ก็ว่าไปเรื่อง แต่นี้เรา ยังเป็นมนุษย์ “ปุถุชน”ที่มีกิเลสหนา ตัณหาจัด แถมยังมีราคะแก่กล้าเต็มอัตราศึกอยู่แท้ๆ “ ญาณเยิน”หรือ “สมาธิสมาเธอะ”อะไรก็”ไม่กระดิก”กับเขาแม้สักน้อย แล้วมันจะ “ล่องหน”หายตัว เดิน “ทะลุ”ฝ่าคนนับเป็นสิบยี่สิบคนไปมาอย่างหน้าตาเฉยเหมือนกับเป็นเพียง “อากาศธาตุ”ดังที่ว่าเห็นดังนี้ได้ไฉนไยกันเล่า...???????
เรื่องเป็นยังกับว่า ต่างคนต่างอยู่คนละ”มิติ”ในสถานที่เดียวกันก็ไม่ปานก็ว่าได้เลยเทียว...!!!?????
โอย.... “เป็นงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง....”อย่างมากๆถึงมากที่สุดแล้วนะครับเนี่ย ก็ทุก “สาระหลัก”ที่ได้เล่ามาให้อ่านดังนี้ ล้วนเป็น”เรื่องจริงผ่านจอ”แท้ๆทั้งสิ้นนะขอรับกระผม ไม่มีการ “แต่ง”หรือ “ยกเมฆ”ใดๆด้วยประการสิ้นเชิง และการนี้ ได้มี “พยานลำดับที่ 1”(ผู้อยู่ในเหตุการณ์) คือ “ลูกทัวร์”ที่เดินทางไปพม่ากับ “ท็อปฮิตทัวร์”ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2547 - 2 มกราคม 2548 มากกว่า 20 คนพร้อมยืนยันได้ หรือจะโทรไปถามที่ “คุณแอ๊ปเปิ้ล”( 01-935-8746)หัวหน้าคณะท็อปฮิตทัวร์ในวันนั้นฟังด้วยตนเองก็ได้ ว่าวันนั้น อีตาเนาว์ นรญาณคนนี้ ได้บำเพ็ญตนเป็น “ไก่หลง”บนพระเจดีย์ชเวดากองในช่วงนั้นเวลานั้นจริงๆหรือไม่..??? หรือจะเป็นลูกทัวร์คือ “คุณจิ๊ด”(01-832-3405) และหรือคุณสมประสงค์ (01-491-2820)ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างไร....
หมายเหตุ, ความจริง ลูกทัวร์ 20 กว่าคนที่ไปด้วยกันในวันนั้นสามารถยืนยันในเรื่องนี้ได้ แต่ผมหาเบอร์ไม่เจอนะครับ แต่....“ของจริง”ย่อมเป็น “ของจริง”อยู่วันยังค่ำ ย่อมจะต้อง “ทนทาน”ต่อการพิสูจน์อยู่ทุกเวลาอยู่แล้ว และนี่ คือ “ที่สุด”แห่งความประทับใจในการที่ได้ไปเยือนประเทศพม่าเป็นครั้งแรกของผู้เขียน เพื่อเยี่ยมเยือนแผ่นดินที่ “พ่อแม่ครูอาจารย์”รับรองโดยทั่วกันว่า ที่นี่แหละคือแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองที่ “พระศรีอาริยเมตไตรย”จะลงมาตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณและประดิษฐานบวรพระพุทธศาสนาในที่สุดแห่งมหาภัทรกัปนี้เป็นแผ่นดินสุดท้าย และพระองค์สุดท้ายอย่างแน่แท้แล้ว...........
จิรัง ติฏฐตุ สัทธัมโม.......
ขอพระพุทธศาสนา จงดำรงอยู่ตราบชั่วกาลนิรันดร์......
สวัสดี