หน้าแรก หน้าบอร์ด ข่าววันนี้ ข่าวบันเทิง ข่าวฟุตบอล คอมพิวเตอร์ เพศศึกษา อาหาร ความสวย คลิปดารา คลิปตลก คลิปผี คลิปการ์ตูน รูปสาวสวย นักศึกษา ภาพหลุดดารา พริตตี้ รูปการ์ตูน รถแข่ง ภาพวิว ภาพเคลื่อนไหว ภาพแปลก รูปผี ภาพตลก นายแบบ ภาพอาหาร รูปสัตว์ ภาพศิลปะ รูปเด็ก รวมเรื่อง ดูดวง ทำนายฝัน ฟังเพลง สกินhi5 เกมส์ออนไลน์ กลอน ท่องเที่ยว เช็คความเร็วเน็ต นิทาน
Sex คลิป ดารา รูปการ์ตูน เพลง คลิปตลก รูปดารา รูปภาพ แอบถ่าย คลิปผี นิยาย นางแบบ ผี สาวสวย ภาพดารา ภาพหลุดดารา คลิปวีดีโอ sexy คลิปเกย์ รูปน่ารัก รูปโป๊ นักศึกษา คลิปโป๊ ภาพหลุด ภาพโป๊ น่ารัก ชักว่าว แตด หนังx หนังโป๊
เพิ่มหัวข้อใหม่

พุทธานิภิหารเหนือฟ้า พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง

หัวข้อนี้ ย้าย โดย ohpicpost เมื่อ 2008-6-7 18:47.
บ้านสวย เกมส์ เรื่องเล่า Girlthaishop Ohthai กลอน เด็กพัทลุง ภาพโป๊ รูปการ์ตูน

พุทธานิภิหารเหนือฟ้า พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง

พุทธานิภิหารเหนือฟ้า พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง

พุทธาภินิหารเหนือฟ้า พระเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิง
พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า

เนาว์ นรญาณ

เมื่อช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2547 ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ได้ทำบุญไหว้พระและช่วยเหลือการพระพุทธศาสนาในสยามประเทศ ผ่านหน้านิตยสารพระหลายๆฉบับ ติดต่อกันมานานนับด้วยทศวรรษ จนการหลายๆเรื่องได้บรรลุถึงผลที่สำเร็จลุล่วงหรือก่อให้เกิดผลข้างเคียง ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลให้บังเกิดขึ้นมาพอสมควร จนเป็นที่อิ่มใจและวางใจในระดับหนึ่งแล้วนั้น บัดนี้ ก็ถึงคราที่จะไป “เปิดหูเปิดตา”และ “แสวงบุญ”พิเศษยังนอกประเทศเขตสยามกันบ้างเสียที ก็คงจะเป็นการดีไม่น้อยเลยทีเดียว............
และสำหรับ “ประเทศนอก” ประเทศแรกที่หมายมั่นในอันที่จะต้องไปเยือนให้จงได้ ด้วยเหตุที่มีวัดอันเก่าแก่และใหญ่ยิ่งมากมายหลายหลาก อีกทั้งยังอุดมสมบูรณ์ด้วยศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่อย่างมหาศาลที่มีอายุนับเป็นพันๆปีให้ดูให้ชมกันอย่างไม่หวาดไหวแล้ว ก็ยังเป็นเพราะด้วยได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจาก “พ่อแม่ครูอาจารย์”เป็นหลายองค์หลายท่านการันตีรับรองอย่างหนักแน่นอีกต่างหากด้วยว่า ต่อไป ในเขตแคว้นแดนดินถิ่นนี้ จะเป็นมงคลสถานอันวิเศษสุด ที่ “พระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์”จะได้เสด็จลงมาตรัสรู้พระปรมาภิเษก เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายในแห่งมหาภัทรกัปปัจจุบันนี้อีกต่างหากด้วย...!!!!!! นั่นก็คือประเทศ “พม่า”หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เมียนมาร์” นั่นแลฯ

เชื่อหรือไม่...???
แต่ส่วนตัวของผู้เขียนนั้น หลังจากที่ได้ศึกษา “ข้อมูล”เมื่อได้ไป “ดูงาน”ของจริงที่ประเทศพม่าด้วยตาด้วยใจของตนเองแล้ว ก็อดที่จะให้ “เชื่อ”เช่นนั้นไปเสียมิได้ เพราะหากจะว่ากันตาม “เนื้อผ้า”กันจริงๆ โดยไม่นำเอา “อคติ”ความลำเอียงส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นจากความลำเอียงเพราะ “รัก”(ฉันทาคติ) ความลำเอียงเพราะ “ชัง”(โทสาคติ) ความลำเอียงเพราะ “หลง”(โมหาคติ) และความลำเอียงเพราะ “กลัว” (ภยาคติ) มาเป็นเครื่องเบี่ยงเบนความ “เที่ยงธรรม”ให้วิปริตแปรผันไปกันจริงๆแล้ว แม้ประเทศพม่าจะยัง “ล้าหลัง”ในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาธารณูปโภคสาธารณูปการที่ทันสมัยและสะดวกสบายกว่าหลายประเทศอยู่อีกมากก็ตาม แต่พื้นฐานของจิตใจของชาวพม่านั้น กลับมีความ “จริงจัง”และ “เข้มข้น”ต่อบวรพระพุทธศาสนานั้น นับได้ว่า “สุดยอด”อย่างชนิดที่ประเทศอื่นๆก็ไม่อาจจะเทียบได้......

และ “ศรัทธา”นั้น ก็เป็นศรัทธาอัน “บริสุทธิ์”ที่มุ่งต่อบุญต่อกุศล โดยยึดถือ “พระพุทธ” และ “พระธรรม” เป็น “สรณะหลัก”อย่างแน่นหนากันจริงๆอีกต่างหากด้วย ดูอย่างวัดวาอารามตลอดจนพระมหาธาตุเจดีย์ที่พม่า ล้วนแต่ “โอฬาริกยิ่งใหญ่”และ “อลังการงานสร้าง”กันแบบสุดฤทธิ์ ประมาณว่า “เล็กๆเราไม่ ใหญ่ๆเราทำ” แลดูมลังเมลืองเหลืองอร่ามไปด้วยทองคำแท้ฉาบทาอยู่ทั่วไป สร้างแล้วไม่สร้างเปล่า หรือเอาวัดเอาวามาเป็น “แคทวอร์ค”ให้นางแบบมาเดินเฉิบๆโชว์เสื้อผ้าหรือเครื่องเพชรยั่วกิเลส และหรือดัดแปลงโบสถ์วิหารมาเป็น “ฉากหนัง วิวละคร” ที่เร่าร้อนไปด้วยการชิงรักหักสวาทหรือด่าพ่อล่อแม่กันกรี๊ดๆๆ ประโลมโลกย์กันอย่างน่าสังเวชเหมือนอย่างใน “บางประเทศ”นิยมทำกันแต่อย่างไรทั้งสิ้นไม่ แต่ชาวพม่าทั้งเด็กทั้งหนุ่มทั้งแก่ ต่างพากันมาไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิเจริญจิตภาวนากันให้เต็มพรืดไปหมด..!!!!!!
เข้าไปวัดไหน ก็สามารถเห็นภาพดังกล่าวได้จนเป็นเรื่องปกติธรรมดา

โดยเฉพาะที่ “พระมหาเจดีย์ชเวดากอง” ซึ่งมีความหมายว่า “เจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิง”หรือย่างกุ้งในปัจจุบันนี้ด้วยแล้ว มีผู้คนมาทำบุญไหว้พระสวดมนต์กันหนาแน่นมาก ราวกับมีงานเทศกาลตลอดทั้งวันยังค่ำ ไม่เคยสร่างซา เรียกได้ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มาไล่ให้กลับบ้านได้ เพราะวัดจะปิดตอน 4 ทุ่มแล้ว ศรัทธาประชาชนคนก็คงจะนั่งไหว้พระกันไม่เลิกอย่างนั้นเลยทีเดียว ช่างเป็นที่น่าชื่นชมอนุโมทนาสาธุการเป็นที่สุดเสียจริงๆ และสิ่งหนึ่งที่อาจที่จะกล่าวได้ว่า มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่ก่อให้เกิด “ผลดี”ต่อความมั่นคงและบริสุทธิ์แห่งบวรพระพุทธศาสนาในประเทศพม่าประการหนึ่งที่น่าพินิจพิเคราะห์อย่างยิ่งก็คือ พุทธศาสนิกชนชาวพม่านั้น ไม่เคยถือ “พระสงฆ์”องค์ใดๆให้เป็นใหญ่ และเป็นที่นิยมศรัทธา ยิ่งกว่า “พระพุทธ”และ “พระธรรม”ใดๆ อันเป็นช่องทางให้ “สัทธรรมปฏิรูป”(ธรรมะปลอม)ที่ไม่ว่าจะเกิดจาก “นิมิตลวง”(สำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยหลงไปด้วยใจสุจริต)หรือ โดยจงใจเข้าใจผิดโดยเจตนาทุจริต)สอดไส้ปะปนเข้ามาในพระไตรปิฏกให้ผิดเพี้ยนไปจากของเดิมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ได้ อันนี้ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม จ.กาญจนบุรี พระคณาจารย์ชื่อดังก้องฟ้าเมืองไทยที่มาจากพม่าแท้ๆเมื่อหลายสิบปีก่อนก็ยังเคยเล่าเรื่องนี้ให้ผู้เขียนฟัง สมัยที่เรื่องของ”วัดใหญ่”แถวภาคกลางใกล้กรุงเทพมหานครวัดหนึ่ง(ขอละชื่อไว้ในฐานที่เข้าใจ) ที่สอนธรรมคลาดเคลื่อนจากพุทธพจน์อย่างสุดแรง กำลังอื้อฉาวเป็นข่าวหน้าหนึ่งอยู่เมื่อหลายปีก่อนว่า “เนาว์เอ๊ย...ที่เมืองนอก(พม่า)นั้น หากมีกรณีขัดแย้งกันในเรื่องของธรรมะนี้ เพียงแค่เรียกคู่กรณีมาพิจารณากันต่อหน้า แล้วเอาพระไตรปิฏกมากางตัดสิน ถ้าธรรมะใครถูกตามพระไตรปิฏกก็ผ่านไป ถ้าธรรมของใครผิดจากพระไตรปิฏกก็ตกไป ปัญญาแบบนี้ที่เมืองนอกประเทศพม่าแก้ง่ายมากนะ.....แต่เมืองไทยนี่ทำไมแก้ยากแก้เย็นก็ไม่รู้สินะ....”

“ก็เพราะเมืองไทย ถือเอาพระสงฆ์เป็นใหญ่กว่าพระพุทธนี่ครับ หลวงพ่อ...”ผู้เขียนกราบเรียน “ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงหลัก”มหาปเทส 4”ในการตัดสินอะไรเป็นธรรมไม่เป็นธรรมไว้โต้งๆแล้ว แต่คนไทยเราถือเอาคำของหลวงปู่หลวงพ่อสำคัญกว่า ถ้าสมมุติว่ามีหลวงพ่อองค์หนึ่งสอนว่าอย่างนี้ แต่คำสอนของพระพุทธองค์ในพระไตรปิฏกลับว่าอย่างโน้น ก็เลยหาว่า พระไตรปิฏกเขียนผิด พระพุทธเจ้าสอนพลาด หรือไม่ทรงตรัสให้ครบถ้วน ก็เลยไม่เชื่อคำพระพุทธไปส่งเลย เชื่อแต่คำพระสงฆ์ ซึ่งไม่มีพุทธญาณ,สัพพัญญุตญาณหรืออนาวรณญาณอะไรจะเทียบเท่าได้ (โอกาสที่จะเล็งญาณแล้วเห็นธรรมหรือเหตุการณ์ผิดเพี้ยนไปจากพระพุทธองค์จึงมีสูงมาก).... ก็ยังไม่รู้สึกตัวและยังดันทุรังถือผิดๆกันอย่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แถมยังมีเรื่องของผลประโยชน์และธุรกิจทับซ้อนกันในวัดในวาให้วุ่นวายหนักเข้าไปอีกต่างหาก วงการศาสนาในบ้านเราจึงเละเป็นโจ๊กแบบนี้แหละครับ หลวงพ่อ..” “โอ...”หลวงพ่ออุตตมะรำพึงอย่างปลงอนิจจัง ก่อนที่จะรำพึงต่ออีกหน่อยหนึ่งว่า”นี่แหละนะ...ยุคอันตระวิวัฏฏะ(ยุคมืดยุคเสื่อม) สิ่งที่ถูกก็กลับว่าเป็นสิ่งที่ผิด สิ่งที่ผิดก็กลับถือเป็นสิ่งที่ถูกกันถึงขนาดนี้ แล้วศาสนาของเราต่อไปจนเป็นอย่างไรนะนี่
ใครก็ได้ ช่วยตอบที.........
แต่...ก็ช่างเถอะนะ.......
เพราะอย่างไรเสีย “พระศรีอาริยเมตไตรย” ท่านก็หาได้ลงมาตรัสรู้ประดิษฐานพระศาสนาในเขตแคว้นของพวก”หัวปฏิรูป” แถวนี้อยู่แล้วนี่

ด้วยเหตุฉะนี้ ผู้เขียนจึง “แอ่นแอ๊น”ไปเยี่ยมเยือนแผ่นดินที่พระศรีอาริยเมตไตรยท่านจะมาตั้งพระศาสนาในอนาคตกาลล่วงหน้าก่อนดีกว่า ใจจดจ่อเป็นกรณีพิเศษที่ “พระมหาเจดีย์ชเวดากอง” ซึ่งตามประวัติได้กล่าวไว้อย่างแน่ชัดว่า เป็นพระเจดีย์องค์แรกในบวรพระพุทธศาสนา ที่สร้างตั้งแต่พระสมณโคดมพุทธเจ้าเพิ่งตรัสรู้ใหม่ๆในพรรษาแรก ภายหลังจากที่ทรงเสวยวิมุติสุข 7 สัปดาห์ครบถ้วน และได้ทรงประทานพระเกศาธาตุ 8 เส้น แก่พ่อค้าชาวมอญชื่อ
"ตปุสสะ”และ “ภัลลิกะ” ที่เดินทางไปค้าขายที่ประเทศอินเดีย เมื่อ 2500 กว่าปีล่วงแล้ว อีกทั้งยังเป็นที่บรรจุ “พุทธบริขาร” คือไม้เท้า


ที่กรองน้ำ,จีวรและพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง “4”พระองค์ อีกต่างหาก..!!!!!!

และในอนาคตกาล พระศรีอาริยเมตไตรย ก็จักได้มีการนำเอา”พระอัฐิส่วนพระนลาต”(บางตำราก็ว่าเป็น “มหามงกุฏ”มาบรรจุที่พระมหาเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิงแห่งนี้ให้ครบถ้วนแห่ง “นะโมพุทธายะ”(พระพุทธเจ้า 5 พระองค์)อีกด้วย..!!!!! ด้วยเหตุฉะนี้ พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง จึงมีศักดิ์ศรีและความสำคัญย่อมมีอย่างสูงสุดยอด เสมอด้วย “พระพุทธบาทสี่รอย” ซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์เช่นเดียวกัน ที่ปัจจุบัน ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระพุทธบาทสี่รอย ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ของเราดังที่ผู้เขียนได้เลย “เปิด”ให้ทุกๆท่านได้ทราบเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วอย่างไม่ผิดเพี้ยนแต่ประการไรๆเลย
ก็เหตุที่ผู้เขียนออกจะคนเป็นคนประเภท”บุ้ดดาห์มาเนีย” ซึ่งถือเอา”พระพุทธองค์”เป็น”หนึ่งในดวงใจ”อย่างที่ไม่อาจจะมี”พระสาวก”องค์ใดๆมาแทนที่ได้ ประกอบกับความที่เป็นคน”ราคะจริต”อย่างแรงกล้าชอบ”ของสวยของงาม”อย่างที่”อลังการงานสร้าง”อย่างเหลือล้นบวกเข้ามาอีกต่างหากด้วยแล้ว

ผู้เขียนจึงทั้ง”พร่ำเพ้อ”และ”ตั้งใจ”เป็นนักเป็นหนาว่า สักวันหนึ่ง หากไม่ตายไปเสียก่อน ก็จะหาทางในอันที่จะไปกราบแทบพระพุทธบาทยุคลยังพื้นลานพระธาตุพระมหาเจดีย์ทองคำชเวดากอง ซึ่งเป็นที่ลือเลื่องนักหนาในความ”วิจิตรมโหฬาร์”อันในเปรียบมิเทียมทันให้จงได้ และ...วันนี้ ก็”สมใจ”ดังปรารถนาทุกประการแล้ว และการไปไหว้พระเจดีย์ชเวดากองของผู้เขียนครั้งแรกในครั้งนี้ ก็เป็นการไปอย่าง”ปัจจุบันทันด่วน” อย่างที่เรียกได้ว่าไปแบบ”ฟรีๆ” แถมยังมี”ของแถม”และเรื่องราว”อภินิหาร”ของพระเจดีย์ชเวดากองที่ผู้เขียนและคณะเจอกันมาอย่าง”เนื้อๆ”แถมพกให้ละลานใจเล่นอีกต่างหากด้วย...!!???!!

นั่นก็คือ แค่เพียงเริ่มไปจองตั๋วเพื่อไปไหว้พระเจดีย์ชเวดากองได้ไม่นานเท่าไร การงานหลายๆอย่างก็หลั่งไหลเข้ามหาอย่างผิดปกติ แน่นอน...มี “งาน”มี “เงิน”ก็วิ่งเข้ามาชน จนพอดีกับค่าตั๋วที่มีราคาเกือบ 2 หมื่น
แถมยังมี “พ็อกเก็ตมันนี่”เหลือไป “ทำบุญ”และ “ช็อปปิ้ง”กันให้กระจายอีกต่างหากด้วย ยังอดแอบนึกอยู่ในใจอยู่ตะหงิดๆไม่วายว่า “สงสัยว่า....พระท่านจะให้ลาภเราไปกราบพระเจดีย์ชเวดากองได้อย่างฟรีๆ แถมเงินติดกระเป๋าอีกหรือไรกันนะนี่..???” นับเป็นเรื่องที่แปลกดีเรื่องแรก ประเดิมกันให้เห็นๆทีเดียว........

เรื่องที่ 2 ก็ออกจะแปลกประหลาดดีไม่แพ้กัน
นั่นก็คือ ในตอนเช้าของวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2547 เมื่อเครื่องบินของสายการบิน MYANMAR ทะยานออกจากกรุงเทพ ประเทศไทยมุ่งตรงไปไปยังกรุงย่างกุ้ง สหภาพเมียนมาร์ จนเจียนใกล้จะถึงเต็มที อยู่ดีๆ กัปตันก็ประกาศออกมาทีเดียวว่า “ตอนนี้ ที่สนามบินมิงกาลาดอน กรุงยางกอง(ย่างกุ้ง) มีหมอกลงหนามาก ไม่สามารถนำเครื่องร่อนลงได้ จำเป็นที่จะต้องบินกลับไปยังประเทศไทย เพื่อนำเครื่องลงจอดพักที่ท่าอากาศยานดอนเมืองประมาณ 20 นาที แล้วจึงค่อยบินกลับไปกรุงย่างกุ้งอีกครั้งหนึ่ง...” เรื่องของเรื่องก็เลยปรากฏว่า ในเช้าของวันนั้น ผู้เขียนซึ่งบังเอิญได้ที่นั่งอยู่ติดหน้าต่างอย่างพอดิบพอดี ก็เลยมีโอกาสบำเพ็ญตัวเป็น “พระยาน้อยชมตลาด”(พม่า)ทางอากาศ ได้นั่งเครื่องบินชมวิวทิวทัศน์นอกเส้นทางปกติที่เป็นภูเขาสูง,ป่าไม้และแม่น้ำใหญ่จากทางอากาศอันสวยงามและใหญ่โตมโหฬารกว่าในประเทศไทยนับเป็นสิบๆเท่าตัวอย่างตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่งอยู่ถึง 4 เที่ยวบินได้กันอย่างคาดคิดไม่ถึงมาก่อนเลยทีเดียว. ..!!!!!
นับเป็น “ของแถม”ที่แม้แต่บริษัททัวร์ ก็ไม่เคยเจอะเจอและคาดคิดมาก่อนเช่นเดียวกัน สงสัยว่า.... งานนี้ คงต้องขอขอบพระคุณ “เทวดาพม่า”ที่กรุณา”จัดให้”ด้วยใจจริงครับ..!!!!!


ตามกำหนดการในการ”ทัวร์วัด”นั้น มิใช่ว่า พอเครื่องลงเสร็จ ก็พาลูกทัวร์เข้าไหว้พระมหาเจดีย์ชเวดากองเลยก็หามิได้หรอกนะขอรับกระผม.... แต่ทางทัวร์กลับพานั่งรถเลียบเมือง ผ่านข้างๆพระมหาเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิงแบบเฉี่ยวๆไปๆมาๆก่อนหลายรอบ แต่ยังหาได้จอดเพื่อให้เข้าไปไหว้ให้สมดังใจที่ศรัทธาไม่ ทำเหมือนหนึ่งว่า จะ “ยั่วศรัทธา”ของลูกทัวร์ทุกๆคนให้ทวีดีกรีพุ่งปรี๊ดขึ้น จน “ปรอทแห่งปสาทะ(ความเลื่อมใส)”แทบจะแตกทะลักไปก่อน อย่างใดก็อย่างนั้น

แต่ทางทัวร์ ก็ได้ทำการ “โหมโรง” ด้วยการพาไปไหว้พระตามวัดอื่นๆก่อน ทั้งที่ พระเจดีย์กลางน้ำ เมืองสิเรียม อันแสนสวย,วัดโบตาทอง สถานที่พระเกศาธาตุมาถึงเมืองพม่าเป็นที่แรก ก่อนจะได้อัญเชิญไปบรรจุในพระเจดีย์ชเวดากองในเวลาต่อมา , ไหว้พระนอนเจ้าทัตยี ที่สวยและใหญ่ที่สุดในพม่า , ไหว้เทพทันใจอันเลื่องชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ พร้อมพาไปเดินเที่ยวและชอปปิ้งพระไม้จันทน์หอม,ไม้กฤษณาแกะและทับทิมกันให้กระจายที่ไชน่าทาวน์และที่ตลาดสก็อตจนกระเป๋าเบาหวิวไปตามๆกัน แม้ทุกๆคนจะได้ไหว้พระพร้อมช็อปปิ้งซื้อของกันจนอิ่มบุญอิ่มใจโดยถ้วนหน้าเห็นปานนี้


แต่อย่างไรเสีย ทุกดวงใจก็หาได้ลืมเลือนในอันที่ต้องการจะไปไหว้ “พระเจดีย์ชเวดากอง”กันใจแดงจะขาดอยู่รอนๆมิได้อยู่ดี

ยามใดที่รถวิ่งผ่านวัด และแลเห็นองค์พระเจดีย์ตั้งตะหง่านอยู่ลิบๆ เกือบทุกคนก็แทบจะลืมหายใจ ต่างพาจ้องมองดูพระเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิงด้วยความศรัทธาอย่างไม่วางตา พลาง “ยอกรขึ้นอภิวาทเหนือเศียรเกล้า”ด้วยความเคารพสักการะที่ท่วมท้นในจิตในใจอย่างยวดยิ่งไปตามๆกัน อา....นี่แหละ นี่แหละ.....คือ”ธาตุเจดีย์”แห่งแรกในพระพุทธศาสนาพระสมณโคดมของแท้ๆละ.... และนี่ ก็คือพระเจดีย์องค์แรกในบวรพระพุทธศาสนา ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เพื่อบรรจุเส้นพระเกศาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ชุดแรก” และ”ครั้งแรก” ภายหลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้เพียง”เดือนเศษ”เท่านั้นอีกต่างหากด้วย..!!!!!
สาธุ สาธุ สาธุ.....
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

จากนั้นในวันต่อมาช่วงบ่ายๆ ใกล้เย็นๆ ของวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2547 อันเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ก็ได้ “ศุภฤกษ์เบิกดิถี”อันดีวิเศษเหตุแห่งวาสนาโดยที่ไม่ต้องไปตรวจดวงชะตาตาม “ยามอุบากอง”ให้เสียเวลา ก็ได้เวลาที่จะยาตราเข้าไปกราบไปไหว้ไปสายังพระมหาเจดีย์ทองคำชเวดากองกันจริงๆเสียที..... แน่นอนที่สุด ลูกทัวร์ทุกๆคนต่างตื่นเต้นดีใจและกระตือรือล้นอย่างมากๆถึงมากที่สุดไปตามๆกันเลยทีเดียว ไม่เว้นแม้แต่ตัวของผู้เขียนเองก็ตาม และเมื่อรถบัสของคณะทัวร์ได้เดินทางมาถึงบริเวณข้างวัดพระเจดีย์ชเวดากองเวลาประมาณ 16.00 น. “หม่องซอ” ไกด์ท้องถิ่นประจำทัวร์ก็สั่งทุกคนเลยว่า “เช่นเคย....เรื่องแรกที่ต้องขอบอกกันก่อนเลยก็คือ วัดที่พม่าทุกๆวัดนั้น มีกฏข้อห้ามเข้มงวดมากเกี่ยวกับการห้ามใส่รองเท้าเข้าในเขตวัดอย่างเด็ดขาด แม้แต่ถุงน่องถุงเท้าก็ห้ามหมด ใส่เข้าไปไม่ได้เลยนะครับ ฉะนั้น ทางที่ดีและเพื่อความปลอดภัย จึงขอให้ทุกๆคนถอดถุงน่องรองเท้าทิ้งไปบนรถเป็นการดีที่สุด...!!???!!”
ก็ท่านผู้อ่านที่เคารพรักทั้งหลายทราบหรือไม่ว่า ทำไมที่พม่าจึงห้ามใส่รองเท้าถุงเท้าเข้าในเขตวัดเล่า..???
เคยอ่านในหนังสือนำเที่ยว”หลายๆเล่ม” ก็ได้มีการบอกกล่าวเรื่องประเพณี”ห้ามสวมเกิบ”เข้าวัดทุกวัดในพม่ามาล่วงหน้าก่อนแล้วเช่นกัน

แต่เกือบละร้อยละ 99.99 ต่างล้วนไม่บอกเหตุผลใดอื่น นอกจากว่าเป็นการ “ให้ความเคารพสถานที่”แต่เพียงเท่านั้น (ก่อนที่จะเขียนบ่นพึมพัมอุบอิบอู้อี้คล้ายกับหมีกินผึ้งเป็นทำนองว่า “ฮ้อนตี๋น เจ๊บตีนจ๊าดหลายแท้ๆเด๊..” เล่มไหนก็เล่มนั้น ราวกับลอกสคริปต์มาก็ไม่ปาน)
เรื่องมันจะ”ง่ายๆสั้นๆ”เท่านั้นเองนะเหรอ..... จากการที่ได้ศึกษาเรื่องนี้มาพอสมควร ก็ขอบอกกล่าวต่อทุกๆท่านได้เลยว่า สำหรับประเพณีพม่าที่ห้ามทุกๆคน ใส่”ฟุตแวร์”(เครื่องสวมเท้า)ทุกชนิดทุกประเภทเข้าในเขตวัด ซึ่งถือเป็“กฏเหล็ก”ตายตัว ( STRICKLY PRIHIBITED) ที่ทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือจะเป็นเจ้าใหญ่นายโตบ้านไหนเมืองไหนมา ล้วนไม่มี”ข้อยกเว้น”ในเรื่องนี้ “อย่างเด็ดขาด”ทั้งสิ้น ก็มีที่มาจากเรื่องราวใน “พระไตรปิฏก”นั่นเอง ไม่ทราบว่า “มหาเปรียญ”ทั้งหลาย ยังจำเหตุการณ์ตอนที่พระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารเพื่อแย่งชิงราชสมบัติโดยคำยุยงของพระเทวทัตได้ใช่ไหม..???

ตอนแรก พระเจ้าอชาตศัตรูคงยังไม่อยาก “ลงไม้ลงมือ”กับพระบิดาตนเองอย่างรุนแรงเกินไป จึงเพียงจับพระเจ้าพิมพิสาร พระราชบิดาขังให้อดข้าวอดน้ำก่อน หมายให้ทรง “เสด็จไปสวรรค์”เองอย่าง “สถานกรุณา”ที่สุด แต่พระเจ้าพิมพิสารซึ่งเป็นพระอริยโสดาบัน ก็ไม่ทรง “พระธรรมดา” พระองค์ ก็ทรงหาทางแก้ไข โดยทรง “เดินจงกรม”นึกถึงพุทธคุณเป็นอารมณ์แก้ทุกขเวทนา พระองค์เลยสามารถทรงพระชนม์อยู่ต่อมาได้เรื่อยๆ ไม่ยอมสวรรคตไปนิวัติสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาให้สมพระทัยพระเจ้าลูกยาเธอเสียที ท้ายสุด เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบเรื่อง ก็เลยทรง “เล่นบทโหด” ด้วยการสั่งให้ผู้คุมใช้มีดคมๆ “กรีด”ฝ่าพระบาทของพระเจ้าพิมพิสารเป็นริ้วๆ จนพระโลหิตไหลพลั่กๆออกมาแดงฉานไปทั่วบริเวณ ได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสที่สุด เพื่อมิให้ทรงพระดำเนินจงกรม”ต่อพระชนม์ชีพ”เหมือนเคยได้อีกต่อไป.....
และด้วยเหตุนี้เอง ในไม่ช้าไม่นาน พระเจ้าพิมพิสาร พระราชาอริยโสดาบันองค์แรกในพระพุทธศาสนาก็ถึงแก่กาลเสด็จสวรรคตลงไปอย่างน่าสลดใจเป็นที่สุดเยี่ยงนี้

ก็หากจะมีคำถามว่า ทั้งๆที่พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระอริยบุคคลผู้ใกล้ชิดพระพุทธองค์อย่างดียิ่ง และในเวลาช่วงนั้น พระพุทธองค์ก็ยังทรงพระชนม์อยู่ด้วย แล้วทำไมพระเจ้าพิมพิสารจึงต้องมาเสด็จสวรรคตด้วยอาการน่าเวทนายิ่งอย่างนี้เล่า..?????


สำหรับคำตอบข้อนี้ก็คือ นั่นเป็นเพราะ “พระกรรมเก่า”แต่ปุเรชาติของพระเจ้าพิมพิสาร ที่ครั้งหนึ่ง ทรงเคยสวม “ฉลองพระบาท” เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปใน”ห้องพระเจดีย์”ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆนั่นอย่างไร..!!!!!!?????
ก็การใส่“ฉลองพระบาท”(รองเท้า)เข้าไปในโบสถ์วิหารหรือพระเจดีย์ซึ่งเป็นที่ควรบูชาอย่างยิ่งนั้น ทาง “ธรรม”แล้ว ถือเป็นการ “ลบหลู่” ขาด “คารวธรรม” ที่เป็นบาปเป็นกรรม ซึ่งให้ผลร้ายแรงแก่ผู้กระทำอย่างไม่มีข้อยกเว้นทั้งสิ้น แม้พระพุทธองค์ก็ยังทรงมีพระพุทธบัญญัติห้ามมิให้พระสาวกแสดงธรรมแก่ฆราวาสผู้ยัง”สวมหมวก สวมรองเท้า ทั้งๆที่มิได้ป่วยไข้อยู่เลย หรือมิใช่..??? ด้วยกรรมที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเล็กน้อยนักหนาในสายตาบางคน แต่เมื่อนั่นเป็นการ “ล่วงเกิน”พระผู้ทรงคุณอันประเสริฐสุดอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว กรรมนั้น จึงหาได้เป็น”เรื่องเล็ก”ไม่เลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนิกชนชาวพม่า ผู้ยึดมั่นใน “พุทธวจนะตามพระไตรปิฏก”อย่างเคร่งครัดมาแต่โบราณกาล จึงได้ออกกฏห้ามทุกผู้ใส่ถุงเท้ารองเท้าเข้าใน”ข่วงอาราม”อย่างเด็ดขาดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงบัดเดี๋ยวนี้นี่คือเรื่องๆหนึ่งที่ “โคทาย” ซึ่งชอบ “ทำอะไรตามใจตัวเอง”ควรน้อมนำมาคิดและเร่งแก้ไขโดยแท้ทีเดียว จะได้ไม่เป็น “กรรมตัวกรรมประเทศ”ให้ต้องตกต่ำทุกข์ยากไปเปล่าๆปลี้ๆสืบไปนับภพนับชาติมิได้ในกาลอนาคตเป็นสำคัญ


โปรดสำนึกและอย่าหลงลืมไว้เสมอว่า อัน “พระพุทธศาสนา”นั้น เป็น “ของสูง”เทียมฟ้า ที่เหมาะแก่เฉพาะ “คนใจสูง”และ “ผู้มีระเบียบวินัย”อย่างแท้เท่านั้น จึงจะ “ถือ”และ “รักษา”เอาไว้เป็นอันดีได้โดยไม่ “บาดมือ”ตนเอง แต่สำหรับคนที่ “ใจยังไม่สูงพอ”และ “ไร้ระเบียบ”แล้ว คงไม่ต้องพูดต้องกล่าวอันใดให้ยิ่งไปกว่านี้หรอกกระมังครับ..???? และภายหลังจากที่สั่งให้ทุกคน “ถอด”ให้หมดแล้ว หม่องซอก็ยังบอกต่อไปอีกด้วยว่า “ ลานพระเจดีย์ชเวดากองนี้กว้างมาก และคนก็เยอะมากด้วย ให้เกาะกลุ่มให้ดีๆ แล้วเวลา 18.30 น. เจอกันตรงหอระฆังใหญ่(สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1841 ซึ่งมีน้ำหนักมากถึง 42 ตัน) ข้างเจดีย์นะครับ...เพราะซอจะพาทุกๆคนไปชมแสงเพชรบนยอดเจดีย์ที่สะท้อนแสงส่องประกายลงมาเป็นสีต่างๆในตอนหัวค่ำต่อไปนะครับ...”
เมื่อได้ฟัง ผู้เขียนก็พูดแบบทีเล่นทีจริงออกมากับเพื่อนคนหนึ่งเลยทีเดียวว่า
“เออ...มันน่าจะหลงให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยทีเดียวนะ จะได้อยู่ที่พระเจดีย์นี้นานๆหน่อยเนาะคับ..!!??!!”
แบบว่า....อยากไหว้พระสวดมนต์ที่นี่ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้นั่นแล
และ.....ก็เหมือนว่า “เทวดาพม่า”ที่รักษาพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองท่านจะได้ยินเสียงคำ”ร่ำเปิง”(รำพึง)ของผมได้อย่างแจ้งใจหรืออย่างไรก็สุดที่จะคาดเดา
ท่านก็เลย “จัดให้”อีกรอบอย่าง “เนื้อๆ”และ “เน้นๆ” แบบไม่มีเม้มในทันใด....
เพราะในที่สุด ผู้เขียนก็ “หลง”(จริงๆ)กับหมู่คณะ สมดัง “ปากว่า”ที่ว่า “มันน่าจะหลงนะ จะได้อยู่ที่นี่นานๆหน่อย”อย่างเหลือเชื่อและน่าอัศจรรย์ที่สุด..!!!???
เรื่องของเรื่องที่มันจะ “เป็นเรื่อง”ก็มีดังต่อไปนี้ครับ

ภายหลังจากที่ได้ไหว้พระสวดมนต์และตั้งจิตอธิษฐานที่ “จุดแห่งชัยชนะ” ที่พระเจ้าบุเรงนองเคยมาประทับอธิษฐาน ซึ่งเป็นจุดที่มองดูพระเจดีย์ชเวดากองได้สวยงามที่สุดจุดหนึ่งเป็นอันดีแล้ว ผู้เขียนก็เดินไปสรงน้ำพระประจำวันเกิด ที่มุมหนึ่งขององค์พระเจดีย์ จากนั้นก็เดินไปสำรวจและเก็บภาพความงดงามอลังการงานสร้างที่เรียงรายอยู่โดยรอบอย่างตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด สิ่งก่อสร้างแต่ละสิ่งละอย่างนั้น ล้วนใหญ่โตมโหฬารอย่างยิ่ง เข้าทำนองที่ว่า “เล็กๆเราไม่ ใหญ่ๆเราทำ” อีกทั้งยังมีความประณีตวิจิตรบรรจงอย่างเหลือล้น อันสะท้อนถึงจิตศรัทธาและภูมิปัญญาของพุทธศาสนิกชนชาวพม่าออกมาเป็นรูปธรรมอย่างชัดแจ้งยิ่ง


เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ประเดี๋ยวเดียว ก็ใกล้ถึงเวลา 18.30 น. อันเป็นเวลานัดหมายกับคณะทัวร์แล้ว แม้ยังอยากที่จะ “โอ้เอ้เจดีย์ราย”ต่อไปอีกนานๆ แต่นัดก็ต้องเป็นนัด หากนัดแล้วไม่มาตามนัด เราก็อาจจะต้องกลายเป็น “ผีนัต”(ผีเทพารักษ์) ตนใหม่ของพม่าประจำเจดีย์ชเวดากอง (ซึ่งมีเณรเปรียญ 7 ประโยคท่านหนึ่งเมตตาตั้งชื่อไว้ให้ล่วงหน้าแล้วว่า “บุเรงเนาว์”อ่ะคับ..อิอิ) เพราะถูกคณะทัวร์บ้อมบ์เอา โทษฐาน “ผิด
เวลา”เอาได้ง่ายๆ ว่าแล้ว ก่อนเวลานัด 10 นาที (18.20น.) ผู้เขียนก็รีบรุดไปยังที่หอหลวงที่ตั้งของระฆังใบใหญ่มหึมา น้ำหนักมากถึง 42 ตัน ซึ่งพระเจ้า”ทาราวดี”(THARAWADDY) หรือในสำเนียงไทยคือ “พระเจ้าสาราวดี” ทรงสร้างไว้เมื่อปีพ.ศ. 2384 ซึ่งหม่องซอ “โลคอลไกด์” ได้นัดหมายไว้ เพื่อพบกับหมู่คณะในทันใดแต่...ช่างน่าแปลกใจอะไรเช่นนั้น เมื่อผู้เขียนเดินไปถึงหอระฆังใหญ่ที่มุมข้างหนึ่งของลานพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง อันเป็นที่นัดพบในเวลา 18.25 น. ก็หาได้”ประสพพบพักตร์”คณะทัวร์คนใดคนหนึ่งซึ่งมีถึงกว่า 25 คนไม่เลยแม้แต่เพียงหน่อเดียวนางเดียว....

“อะไรก๊าน...”ผู้เขียนนึกบ่นในใจ “ นี่นัดกันไว้เวลา 6 โมงเย็นครึ่งแท้ๆ แล้วทำไมยังไม่ใครโผล่มาเลยนะเนี่ย...???” หรือว่า แต่ละคน จะพากันไหว้พระถ่ายรูปกันเพลินจนลืมเวล่ำเวลานัดหมายกันหรืออย่างใดกันละนี่..??? ก็ไม่เป็นไร....รอก็รอ อย่างน้อยที่สุด เราก็ไม่ผิดเวลาให้คนอื่นรอก็แล้วกัน เมื่อคิดได้อย่างนั้น ผู้เขียนก็เลยทรุดตัวลงนั่งจุ้มปุ๊กพักเหนื่อยที่ลานบันใดที่หอระฆังใหญ่ เพื่อรอคณะทัวร์คนอื่นๆ พลางทอดทัศนาชมความงดงามของพระเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิงยามอาทิตย์อัสดงไปเรื่อยๆอย่างสบายใจ.....

และเมื่อเวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ๆ สิ่งที่เริ่ม”ผิดปกติ”ก็พลันบังเกิดขึ้นให้รู้สึกได้ในทันใด เมื่อนาฬิกาบอกว่า “18.45” อันมีความหมายว่า เลยเวลานัดไปถึง 15 นาทีแล้ว (การผิดเวลาแค่นี้ในเมืองไทย อาจจะเป็นเรื่องเด็กๆ แต่กรณีที่ไปทัวร์ต่างประเทศแล้ว การพลาดกำหนดนัดหมายเพียงเท่านี้ ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายใหญ่โตมาก ที่ “สมควรตาย”เป็นอย่างยิ่ง) ผู้เขียนก็ยังคงนั่ง “หัวโด่”เพียงลำพังคนเดียวที่ลานบันไดหอระฆังหลวง 42 ตันอยู่นั่นเอง โดยยังไม่เห็นมีใครในคณะทัวร์มานั่งรอเป็นเพื่อนเลยแม้แต่เพียงคนเดียว..!!??!!
คราวนี้ อีตา “เนาว์ นรญาณ”คนนี้ ก็เริ่มที่จะ “ขวัญหนี”แบบเล็กๆแล้ว “ฮือๆ..แงๆ...”ผู้เขียนนึกร้องในใจ “นี่เราหลงกันหมู่คณะจนถูกทิ้งแล้วหรือนี่..???”

และ “มันจะเป็นไปได้อย่างไร...เจ้าหม่องซอนัดทุกคนไว้ที่หอระฆังหลวงนี้ไม่ใช่เหรอ นี่ก็เลยเวลานัดมาตั้งนานแล้ว ทำไมยังไม่มีใครมาสักคนเลยละเนี่ย...???” และแล้วในที่สุด เมื่อความอดทนและอดกลั้นสิ้นสุดลง เมื่อผู้เขียนที่ดูเป็นเสมือนถูกทุกๆคนทิ้งให้เป็น “กะเหรี่ยงหลงหมู่”แต่เพียงลำพังผู้เดียว ก็จำต้องลงทุนตะเกียกตะกายเดินตามหาทุกคนรอบๆลานพระเจดีย์ชเวดากองอีกรอบใหญ่ๆ ที่มีระยะทางเกือบกิโลเมตรถ้วน ก็หาได้เจอะเจอใครๆไม่แม้แต่เพียง “เงา”หรือ “จิตวิญญาณ”......
เอาละซี.....
เกิดเรื่องแล้ว........
เป็นเรื่องแล้ว..........
ทำไงดีล่ะเนี่ย..............
และสุดท้าย เมื่อ “หมดท่า”จริงๆ ผู้เขียนเลยต้อง”วิ่งรอก”ไปๆมาๆระหว่างหอระฆังหลวง (หนัก 42 ตัน) กับระฆังใหญ่อีกใบที่ “พระเจ้าสิงกู”ทรงสร้างเมื่อปีพ.ศ. 2321 ที่เล็กกว่าหน่อยนึง (แต่มีน้ำหนักมากถึง 24 ตัน) ซึ่งอยู่ห่างกันราว 100 เมตรเศษๆ เผื่อว่า คณะทัวร์อาจจะหลงไปรออยู่ที่หอระฆังอีกที่ก็ได้....(บนลานพระเจดีย์ มีระฆังใหญ่พิเศษเพียง 2 ใบเท่านั้น) และแม้ผู้เขียนจะพยายาม “วิ่งเดี่ยว 4*100 เมตร”ระหว่างระฆัง 42 ตันของพระเจ้าทาราวดี กับ ระฆังพระเจ้าสิงกู ที่หนัก 24 ตัน ไปๆมาๆอยู่ประมาณถึง 4 รอบจนลิ้นแทบห้อย หอบแฮ่กๆก็ตาม แต่จนแล้วจนรอด ก็หาเห็นใครๆไม่อยู่นั่นเอง ก็ยิ่งสร้างความงุนงงสงสัยอย่างสุดซึ้งให้บังเกิดขึ้นอย่างเหลือที่จะกล่าวได้เป็นที่ยิ่ง
“หลง”แน่ๆแล้ว.....
โดน”ปล่อยเกาะ”คนเดียวแน่แท้แล้วละหนอ.......
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพระเจดีย์ชเวดากองช่วยด้วยเถิดเจ้าข้า........ หรือว่านี่ จะเกิดจาก “อานิสงส์”ที่เราพูดลอยๆก่อนขึ้นมาว่า “มันน่าจะหลงให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยทีเดียวนะ จะได้อยู่นานๆหน่อย”หรืออย่างไรกัน...?????? ที่สุด....เวลา ก็ผ่านไปเรื่อยๆ จนทุ่มกว่าๆแล้ว ความมืดเริ่มโรยตัวลงมา ท้องฟ้าเหนือพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าและน้ำเงินเข้มตามลำดับ ไฟสปอร์ตไลท์ทุกดวงก็เริ่มฉายแสงแรงกล้า องค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองก็ยิ่งทอประกายแห่ง “ทองคำ”แท้ๆ ที่”เลอค่าอมตะ” ตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม แลดูหรูเลิศงดงามน่าอัศจรรย์เหนือคำพรรณาใดๆจักกล่าวเทียบให้เปรียบปาน ราวกับได้ล่องลอยอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นตาวติงสา ที่ประดิษฐานพระเกศธาตุมหาจุฬามณีอย่างใดก็อย่างนั้นอย่างแท้จริง.......

แต่ผู้เขียน ก็ยังถูก “ปล่อยวัด” ที่ “พระธาตุทะโด่ง”(อีกชื่อหนึ่งแบบล้านนาของพระเจดีย์ชเวดากอง)เพียงเอกาคนเดียวอยู่นั่นเอง..!!
และแม้จะต้องทุกข์และกังวลใจที่หาใครไม่เจอเห็นปานนี้

ผู้เขียนก็อดที่จะชื่นชมกับความงดงามยิ่งใหญ่ของพระมหาเจดีย์ทองคำแห่งเมืองตะเกิงยามค่ำคืน ที่ได้เห็นแจ้งประจักษ์แก่สายตาต่อหน้าไปเสียมิได้ ก่อนให้อดนึกอดคิดไปเสียมิได้ว่า “เสียดายนะ ที่ตอนนี้ เขากำลังทำนั่งร้านเตรียมหุ้มทองคำพระเจดีย์ใหม่อยู่ (พม่าจะซ่อมทองคำหุ้มพระเจดีย์ใหม่ทุก 5 ปี) นี่ถ้าซ่อมเสร็จแล้ว คงจะยิ่งสวยงามจนสุดที่จะพรรณนาเป็นแน่เลยทีเดียว

แต่...ก็ดีเหมือนกัน”ผู้เขียนนึกต่อไป” เราจะได้ทำบุญหุ้มทองคำพระเจดีย์ชเวดากองให้สมศรัทธาที่อยากจะทำมานานไปเลยทีเดียว เพราะแต่ก่อนนั้น เราอยากจะทำบุญปิดทองคำแทบขาดใจ ก็ไม่รู้ว่าจะฝากใครมาทำดี ฉะนั้น เมื่อมาถึงที่ด้วยตัวเองแล้ว ก็อย่ารอช้าเลยดีกว่า...” คิดได้เช่นนั้น ผู้เขียนก็เลยเดินตรงไปที่รับบริจาค ทำบุญไปเพียง 100 US. DOLLARS กับเงินพม่าอีก 8,000 จ๊าด(เท่านั้น) พร้อมๆกับคิด”อาฆาต”ไว้อีกด้วยว่า “เสียดายจัง...เรามีเงินน้อยไปหน่อย ไม่งั้น...จะทำบุญให้มากกว่านี้อีกเยอะๆเลยทีเดียวเชียว..!!!!”
และ “เอาเถอะ...อีกไม่นานหรอก I Shall Return(สำนวนนายพลแมกอาร์เธอร์)ที่จะกลับมาไหว้มาทำบุญที่นี้อีกให้จงได้เลยทีเดียว...คอยดู๊ คอยดูสิน่า...”

และในไม่ช้านั่นเอง ขณะที่กำลังเดินทอดน่องชมความวิจิตรอลังการของวัดในยามราตรีอยู่เป็นอันดีนั่นเอง “หม่องซอ”ไกด์พม่าที่ปกติ มีหน้าตาและหุ่นที่อ้วนท้วนตุ้ยนุ้ยน่ารักคล้ายๆกับ “ซูโม่กิ๊ก” ก็เดินหน้าหงิกเข้ามาเลยทีเดียว ราวกับเด็กน้อยเห็นครูถือไม้เรียวมา ทั้งๆที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่า “ใครผิดใครถูก” แต่ก็เพื่อเป็นการ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”เอาไว้ก่อน(เพราะกลัวถูกไกด์ด่า เพราะว่า “ผิดเวลา”เกินเหตุ) ผู้เขียนก็รีบทักเชิงบ่นเป็นการ “ดักคอ”ไปก่อนเสียในทันทีเลยทีเดียวว่า
“พี่ซอ....คณะทัวร์หายไปไหนมาครับ ผมเดินหาแทบตาย ก็หาใครไม่เจอเลย...???”
“อะไรกัน...”หม่องซอทำหน้าปั้นยาก “ลูกทัวร์คนอื่นเขามากันครบตามเวลา และกลับขึ้นรถไปหมดตั้งนานแล้วนะครับ.!!??!!”
“ห๊า...!!!???” ผู้เขียนอุทาน “มันจะเป็นไปได้จะใด ก็เฮาเอ๊ยผมมารอที่ระฆังใหญ่ล่วงหน้าตามที่พี่บอกไว้ก่อนเวลาเสียด้วย แต่ก็ไม่เห็นคณะทัวร์สักคนเลย..” “ใครว่า...”หม่องซอพูดเสียงเข้ม “ ลูกทัวร์ทั้งหมดมานั่งรอที่เชิงบันไดที่หอระฆังใหญ่ก่อนเวลาตั้ง 10-15 นาทีแล้ว ทำไมไม่เห็นได้เล่า...???”

เมื่อได้ฟัง “หม่องซอ”ว่าดังอั้น ผู้เขียนก็แทบจะถึงกับ “เอ๋อเหรอ”รับประทานด้วยความงุนงงสงสัยเป็นอย่างสุดซึ้งที่สุด ก่อนที่รำพึงกับตนเองเหมือนคน “สติแตก”ไปแล้วว่า “มันเป็นไปได้อย่างใดกัน....ทั้งๆที่เราไปเดินจ่ออยู่ที่หอระฆังใหญ่ในเวลาเดียวกับที่คณะทัวร์ตั้งกว่า 20 คนมานั่งรออยู่กันตรงนั้นแท้ๆ แต่กลับไม่เห็นใครแม้แต่เพียงคนเดียวเลย.....???” และเมื่อหม่องซอแทบจะได้”ลาก”ผู้เขียนถูลู่ถูกังกลับลงมาที่รถ

และได้เจอะเจอกับ”ตัวเป็นๆ”ของคณะทัวร์ทุกๆคนแล้ว แม้ในตอนแรกๆ เกือบทุกคนก็ดูเหมือนจะ “ดูหมิ่นเหยียดหยาม”(ด้วยสายตา)ในความ “ล่าช้าผิดปกติ”ของผู้เขียนอยู่ในที แต่เมื่อฟัง “คำแก้ตัว”ที่เพียบพร้อมด้วย “อรรถะ”และ “พยัญชนะ” ตลอดจน “เหตุผล”และความ “น่าเชื่อถือ”ของผู้เขียน(ที่อาจจะพอมีหลงเหลืออยู่บ้างนิดหน่อย) ทุกๆคนก็ต้องถึงที่แปลกใจไปเช่นเดียวกัน “มันไม่น่าเป็นไปได้นะครับ”ใครคนหนึ่งกล่าวขึ้น” ก่อนเวลา 18.30 น. ประมาณ 5-10 นาที ลูกทัวร์ทุกคนก็มานั่งรอที่บันไดหอระฆังใหญ่กันหมดแล้ว จะไม่เห็นกันได้อย่างไร..”




“แต่ผมคอยดูเวลาตลอด และก็มาถึงที่นัดก่อน 5 นาทีนะครับ “ผู้เขียนอุทธรณ์บ้าง “แต่ก็ไม่เห็นใครทั้งนั้น...”
“แต่พวกดิฉันก็ไม่เห็นคุณเนาว์เหมือนกันอ่ะค่ะ...??” สาวน้อยอีกคนหนึ่งเสริมรับ”ตอนแรกก็เห็นเดินร่อนอยู่ที่อีกมุมหนึ่ง แต่พอมาอยู่ที่ตรงนี้แล้ว ก็ไม่เห็นคุณเนาว์เลยนะคะ..???”

และด้วยความเป็นจริงที่จำได้ไม่ลืม ไม่เพียงแค่ “โฉบ”ไปดูไปหาคณะทัวร์เปล่าๆเท่านั้น ในเวลา 18.30 น. เมื่อผู้เขียนเห็นว่า เมื่อถึงเวลานัดแล้ว แต่ยัง “ไม่เห็น”มีใครมา ผู้เขียนก็อุตส่าห์เดินขึ้นเดินลงที่บันไดหอระฆังหลวง ที่นั้นเพื่อหาหมู่คณะอยู่ตั้งหลายรอบจนรู้สึกเกรงใจสถานที่(เพราะตอนแรกมีป้ายห้ามขึ้นติดอยู่ทนโท่) เลยจำต้องวิ่งรอกลงไปหาที่อีกหอระฆังใหญ่ใบรองอีกที่หนึ่งสลับไปสลับมาตั้ง 3-4 รอบดังที่ได้เล่ามาเมื่อกี้
ทั้งๆเหตุการณ์น่าจะเป็นแบบที่ ผู้เขียนแทบจะเดิน “ชน”หรือ “เหยียบหัว” กับลูกทัวร์คนอื่นๆที่นั่งรอกันสลอนที่เชิงบันไดหอระฆังใหญ่เห็นปานนี้ แต่เรื่องที่น่าประหลาดและเหลือเชื่อเป็นที่สุดก็กลับเป็นว่า “เรา”(ที่มี 1 คน)ก็ไม่เห็น “เขา”(ตั้ง 25 คน) และ “เขา”

(ทั้ง 25 คน)ก็ไม่เห็น “เรา”(ที่มีเพียงคนเดียว) ทั้งๆที่อยู่ตรงที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกันแท้ๆ กลับเหมือนมีอะไร “บังตา”ให้ต่างฝ่ายต่างไม่เห็นกันได้ถึงขนาดนี้ นั่นก็ยังพอ “ทำเนา”

แต่ที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งไปกว่า ก็คงจะเป็นการที่ ผู้เขียน “เดิน”ฝ่า “ทะลุทะลวง”คณะทัวร์ทั้งคณะที่นั่งเรียงรายเต็มบันไดหอระฆังใหญ่ไปๆมาๆ โดยที่ “ไม่เห็นใคร”และก็ไม่มีการ “กระทบกระทั่ง”หรือ “ชน”จนหกล้มคว่ำคะเมนใครๆแม้แต่เพียงคนเดียว...???!!!??? เรื่องนี้สิ ช่างน่าแปลกประหลาดพิลึกกึกกือยิ่งกว่าธรรมดาหาน้อยไม่แท้ๆแล้ว ก็ถ้าเราเป็นผู้ทรงอภิญญา สามารถล่องหนหายตัวได้ เหมือนกับหลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัยที่นั่งรถเข็น “ผ่าน”คณะศิษย์ที่มาดักรอที่เชิงบันไดแต่มองไม่เห็นองค์ แต่แล้วท่านกลับไปนั่งปร๋ออยู่บนศาลาเหมือนอย่างที่พี่อำพล เจนเคยเล่าไว้ตอนหนึ่ง ก็ว่าไปเรื่อง แต่นี้เรา ยังเป็นมนุษย์ “ปุถุชน”ที่มีกิเลสหนา ตัณหาจัด แถมยังมีราคะแก่กล้าเต็มอัตราศึกอยู่แท้ๆ “ ญาณเยิน”หรือ “สมาธิสมาเธอะ”อะไรก็”ไม่กระดิก”กับเขาแม้สักน้อย แล้วมันจะ “ล่องหน”หายตัว เดิน “ทะลุ”ฝ่าคนนับเป็นสิบยี่สิบคนไปมาอย่างหน้าตาเฉยเหมือนกับเป็นเพียง “อากาศธาตุ”ดังที่ว่าเห็นดังนี้ได้ไฉนไยกันเล่า...???????

เรื่องเป็นยังกับว่า ต่างคนต่างอยู่คนละ”มิติ”ในสถานที่เดียวกันก็ไม่ปานก็ว่าได้เลยเทียว...!!!?????
โอย.... “เป็นงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง....”อย่างมากๆถึงมากที่สุดแล้วนะครับเนี่ย ก็ทุก “สาระหลัก”ที่ได้เล่ามาให้อ่านดังนี้ ล้วนเป็น”เรื่องจริงผ่านจอ”แท้ๆทั้งสิ้นนะขอรับกระผม ไม่มีการ “แต่ง”หรือ “ยกเมฆ”ใดๆด้วยประการสิ้นเชิง และการนี้ ได้มี “พยานลำดับที่ 1”(ผู้อยู่ในเหตุการณ์) คือ “ลูกทัวร์”ที่เดินทางไปพม่ากับ “ท็อปฮิตทัวร์”ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2547 - 2 มกราคม 2548 มากกว่า 20 คนพร้อมยืนยันได้ หรือจะโทรไปถามที่ “คุณแอ๊ปเปิ้ล”( 01-935-8746)หัวหน้าคณะท็อปฮิตทัวร์ในวันนั้นฟังด้วยตนเองก็ได้ ว่าวันนั้น อีตาเนาว์ นรญาณคนนี้ ได้บำเพ็ญตนเป็น “ไก่หลง”บนพระเจดีย์ชเวดากองในช่วงนั้นเวลานั้นจริงๆหรือไม่..??? หรือจะเป็นลูกทัวร์คือ “คุณจิ๊ด”(01-832-3405) และหรือคุณสมประสงค์ (01-491-2820)ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างไร....

หมายเหตุ, ความจริง ลูกทัวร์ 20 กว่าคนที่ไปด้วยกันในวันนั้นสามารถยืนยันในเรื่องนี้ได้ แต่ผมหาเบอร์ไม่เจอนะครับ แต่....“ของจริง”ย่อมเป็น “ของจริง”อยู่วันยังค่ำ ย่อมจะต้อง “ทนทาน”ต่อการพิสูจน์อยู่ทุกเวลาอยู่แล้ว และนี่ คือ “ที่สุด”แห่งความประทับใจในการที่ได้ไปเยือนประเทศพม่าเป็นครั้งแรกของผู้เขียน เพื่อเยี่ยมเยือนแผ่นดินที่ “พ่อแม่ครูอาจารย์”รับรองโดยทั่วกันว่า ที่นี่แหละคือแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองที่ “พระศรีอาริยเมตไตรย”จะลงมาตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณและประดิษฐานบวรพระพุทธศาสนาในที่สุดแห่งมหาภัทรกัปนี้เป็นแผ่นดินสุดท้าย และพระองค์สุดท้ายอย่างแน่แท้แล้ว...........
จิรัง ติฏฐตุ สัทธัมโม.......
ขอพระพุทธศาสนา จงดำรงอยู่ตราบชั่วกาลนิรันดร์......

สวัสดี

TOP

บ้านสวย เกมส์ เรื่องเล่า Girlthaishop Ohthai กลอน เด็กพัทลุง ภาพโป๊ รูปการ์ตูน
thank

TOP

เพิ่มหัวข้อใหม่
    เรื่องเสียว เล่าเรื่องเสียว ประสบการณ์เสียว
ทีเด็ด "พัชราภา" ขาว-สวย-อวบ-อึ๋ม!
เปิดซิง "คริส หอวัง"
เซ็กซี่ตัวแม่!! "หยาด-อั้ม-พลอย" ประชัน...อึ๋ม
"นาตาลี เดวิส" ดูกี่ทีก็ซี้ด.ด..
อิ่มอึ๋ม..."เป้ย" สะบึมได้ใจ
อั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ
สาวจีนมาโชว์เสียว ดูแล้วซี๊ด!!!
นม ใหญ่ การันตี
โชว์แค่บางๆก็พอเสียว
กลับถึงบ้าน นู๋ก้อเลยถอดน่ะ
เทอชอบคั้น....เราชอบดู ซี๊ด!!!!!!!!!!!!!
ทั้งหุ่น ทั้งหน้าตา รับรองซี๊ด!!!!บาดใจ ชัวร์

แอบถ่ายในห้องน้ำ
นักศึกษาอีกแล้ว..
Hi5 น่ารักวัยรุ่นไทย สู้ทุกชาติได้ในโลก
หลุดน้องคนนี้..ดูกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ
[แนวบ้าน โชว์กันเข้าไป รู้อยู่ว่ามีดีอะ!
น้องปอม"""
พริ๊ตตี้ ชวนเสียว
นมพริตตี้
พริตตี้ hankook นมเบ้อเริ่มมมเลยง่ะ แง่มม หิวๆๆๆ
แอบถ่ายน้องๆ โคโยตี้
พริตตี้สาว.......หน้าหวาน
ทำไมพริ้นตี้อย่างหนูได้ค่าแรงแค่วันล่ะ170

บทลงโทษสุดเสียว
แกล้งโชว์ให้คนแก่ดูชั้นใน
ลองเสียวกะพี่เลี้ยง
ล้วงจนมือแฉะ
เสร็จเสี่ยแล้ว
คนใจบุญ
พี่ปุ๊กสอนรัก ผมไม่เคยลืมเลย
แอมเงี่ยน...
นักศึกษาสาวเผด็จเสียวพ่อเพื่อน
แอบเอากับอาสะไภ้

ใน www.ohpicpost.com ฟังเพลง,เพลง,ฟังเพลงออนไลน์,โหลดเพลง,โค้ดเพลง,เนื้อเพลง มีอะไรบ้าง
ข่าว น่ารู้ ข่าวด่วน ข่าวบันเทิง ข่าวฟุตบอล เรื่องน่ารู้ เพศศึกษา อาหารและสุขภาพ ความสวย ความงาม
Picpost รูปสาวสวย นักศึกษา ภาพหลุดดารา รูปพริตตี้ รูปการ์ตูน รถแข่ง, ภาพวิว ภาพเคลื่อนไหว ภาพแปลก รูปผี ภาพตลก นายแบบ ภาพอาหาร รูปสัตว์, ภาพศิลปะ รูปเด็ก
คลิป คลิปดารา คลิปเซ็กซี่ คลิปโป๊ คลิปxxx คลิปแอบถ่าย คลิปตลก คลิปขำขำ คลิปฮาๆ คลิปฮา คลิปแกล้งคน คลิปผี คลิปสยอง คลิปวีดีโอผี
ฟังเพลง ฟังเพลง,ฟังเพลงออนไลน์,เพลงใหม่,เพลงฮิต เพลงเพื่อชีวิต,เพลงลูกทุ่ง,ฟังเพลงเพื่อชีวิต เพลงสากล,ฟังเพลงสากล,เนื้อเพลงสากล
เรื่องเสียว ความรัก เรื่องผี กฏแห่งกรรม เรื่องแปลก เื่รื่องสั้น เรื่องตลก มนุษย์ต่างดาว เรื่องเสียว
ดูดวง ทำนายฝัน,คำทำนายฝัน ดูดวง,ดูดวงความรัก,ดูดวงเนื้อคู่ ดูดวงเนื้อคู่ ดูดวงรายวัน,ดูดวงประจำวัน ดูดวงความรัก ดูดวงตามชื่อ,ดูดวงชื่อ,ดูดวงเปลี่ยนชื่อ ดูดวง ตั้งชื่อ,ดูดวงตั้งชื่อ ดูดวงวันเกิด,ดูดวงตามวันเกิด
สกินhi5,hi5 สกิน,skin hi5,สกินhi5,สกิน hi5 โค้ดเมาส์,โค๊ดเมาส์,โค้ดเมาส์hi5 โค้ดปีก,ปีกhi5,โค้ดปีกhi5 hi5ดารา,hi5 ดารา,hi5คนดัง
กลอน รัก บอกรัก ซึ้ง น่ารัก