พระธาตุอินทร์แขวน ............................................
พระธาตุอินทร์แขวน
ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นที่ อัศจรรย์เจดีย์ “ไจก์ทีโย”
(พระธาตุอินทร์แขวน)
เมืองสะเทิม รัฐมอญ ประเทศพม่า
เนาว์ นรญาณ
กล่าวนำ
หลังจากที่ได้เคยพาทุกๆท่านไปกราบไปไหว้ไปสาพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง พระเจดีย์ทองคำที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด อันเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุแห่งองค์ สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง 8 เส้น พร้อมด้วยพุทธบริขารของอดีตพระพุทธเจ้าอีกถึง 3 พระองค์ จนเป็นที่ซาบซึ้งตรึงใจมาพอสมควรแล้ว บัดนี้ ก็ถึงเวลาจาริกแสวงบุญไปกราบไหว้พระเจดีย์ที่สำคัญอย่างมากๆถึงมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งในประเทศพม่าแห่งต่อไป
และการจาริกไปกราบไหว้สาพระเจดีย์องค์ใหม่นี้ ก็น่าที่จะเป็นที่ถูกอกถูกใจและปลื้มปีติใจแก่หลายๆคนที่เกิด “ปีจอ” หรือต้องการได้รับ “สิริมงคล”พิเศษรับปีจอ ซึ่งเพิ่งจากเปลี่ยนศักราชใหม่เมื่อวันมหาสงกรานต์ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆนี้เอง
เหตุที่เป็นเยี่ยงนั้น ก็เพราะพุทธสถานแห่งที่จะได้เล่าถึงต่อไปนี้ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ “ปี”และ “ชะตา”ของบุคคลจำนวนไม่น้อยใน “กาละ”และ “เทศะ” เวลาปัจจุบันบัดเดี๋ยวนี้..??????
นั่นก็คือ เรื่องของพระเจดีย์ “ไจก์ทีโย” หรือที่หลายๆท่านรู้จักมักคุ้นจนเจนตาเจนใจเป็นอย่างดีในหนังสืออมตะอันสุดแสนจะละเมียดละไมและโรแมนติกแบบสุดๆเรื่อง “เจ้าจันทร์ผมหอม”ในชื่อ “พระธาตุอินทร์แขวน” อันประดิษฐานอยู่บนยอดเขาสูง เมืองสะเทิม รัฐมอญ ประเทศพม่านั่นแล...............
เพราะพระเจดีย์ไจก์ทีโย พรือพระธาตุอินทร์แขวนนี้ เป็นพระเจดีย์ประจำปี “เส็ด” หรือปี “จอ” ตามคตินิยมแห่งล้านนาไทยเรานี่เอง...!!!!!!!!!!!!
เริ่มเห็นความ “สำคัญ”สูงสุดที่เกี่ยวข้องนี้แล้วใช่หรือไม่??????
ตามประเพณีจารีตของล้านนาโบราณ ได้กำหนดไว้ว่า คนที่เกิดในปีใด ควรจะได้ไปกราบไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของตนอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อเป็นการเสริมสร้างสิริมงคล เสริมดวงชะตาราศีให้เจริญรุ่งเรือง และยังเป็นการสร้างสมบุญกุศลอย่างสูงอีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.คนเกิดปี “ไจ้”ชวด(หนู) ไหว้พระธาตุจอมทอง เชียงใหม่
2.คนเกิดปี “เป้า”ฉลู (วัว) ไหว้พระธาตุลำปางหลวง ลำปาง
3.คนเกิดปี “ยี”ขาล(เสือ) ไหว้พระธาตุช่อแฮ แพร่
4.คนเกิดปี “เม้า”เถาะ (กระต่าย) ไหว้พระธาตุแช่แห้ง น่าน
5.คนเกิด “สี” มะโรง(งูใหญ่) ไหว้พระพุทธสิหิงค์ หรือพระธาตุวัดพระสิงห์ เชียงใหม่
6.คนเกิดปี “ไส้” มะเส็ง(งูเล็ก) ไหว้พระเจดีย์พุทธคยาหรือไม้พระศรีมหาโพธิ์ อินเดีย
7.คนเกิด “สะง้า” มะเมีย (ม้า) ไหว้พระเจดีย์ชเวดากอง ย่างกุ้ง พม่า
8.คนเกิดปี “เม็ด” มะแม (แพะ) ไหว้พระธาตุดอยสุเทพส เชียงใหม่
9.คนเกิดปี “สัน” วอก (ลิง) ไหว้พระธาตุพนม นครพนม
10.คนเกิดปี “เล้า”ระกา (ไก่) ไหว้พระธาตุหริภุญชัย ลำพูน
11.คนเกิดปี “เส็ด” จอ (สุนัข) ไหว้พระเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หรือพระธาตุอินทร์แขวน พม่า
12คนเกิดปี “ไก้” กุน(หมู) ไหว้พระธาตุดอยตุง เชียงราย
พระเจดีย์ไจก์ทีโย(พระธาตุอินทร์แขวน)
พระมหาเจดีย์จุฬามณีบนโลกมนุษย์
ก็ในเมื่อโบราณาจารย์ท่านกำหนดให้ถือว่า “พระเจดีย์จุฬามณี” ซึ่งตามตำนานได้กล่าวไว้ว่า องค์พระอมรินทราธิราช หรือ “พระอินทร์” ผู้เป็นจอมเทวะได้สร้างขึ้นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสพิภพ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระเมาลีและพระเขี้ยวแก้วขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีจอแล้ว ก็คงเป็นสิ่ง “เกินวิสัย”ของสามัญชนผู้ไม่ได้ “อิทธิวิสัย” ที่จะ “ถอดจิต”หรือ “เดินญาณ”ด้วยอำนาจฌาณสมาบัติขั้นไปกราบนมัสการเป็นสิริมงคลแก่ตนเองได้ จึงได้มีการสมมุติให้ถือเอา “พระธาตุอินทร์แขวน” ซึ่งตามตำนานได้กล่าวไว้ว่า เป็นพระเจดีย์ที่พระอินทร์ได้ทรงสร้างไว้เหมือนกันกับพระเจดีย์จุฬามณี ก่อให้เกิดความยอมรับนับถือกันโดยทั่วไปว่า พระเจดีย์ไจก์ทีโยหรือพระธาตุอินทร์แขวนนี้ คือพระเจดีย์จุฬามณีบนโลกมนุษย์ อันควรค่าแก่การไหว้สาสักการะเป็นยิ่งนัก
อันพระเจดีย์ไจก์ทีโย หรือพระธาตุอินทร์แขวนองค์นี้ เดิมทีมีชื่อมอญเรียกว่า “ไจกิทิโย” อันมีความหมายว่า “พระเจดีย์เศียรฤาษี” เหตุด้วย มีพระฤาษีตนหนึ่ง ชื่อว่า “ติสสะ” ได้รับพระทานพระเกศาธาตุจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคราวเสด็จจาริกมาโปรดสรรพสัตว์ในเขตสุวรรณภูมิแห่งนี้ โดยพระฤาษีตนนั้นได้เก็บพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ในมวยผมตนเอง ต่อมาเมื่อพระฤาษีชราภาพมาก และเห็นว่าอีกไม่ช้า ตนก็คงต้องละสังขารแล้ว ก็ใคร่จะหาที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุที่เหมาะสม เพื่อจะได้เป็นที่ไหว้สาสักการะของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายสืบไป การดังนี้ได้ล่วงรู้ไปถึงพระอินทราธิราช พระองค์ได้เสด็จลงมาอาสาที่จะสร้างพระเจดีย์ถวาย แต่พระฤาษีติสสะก็มีข้อแม้ว่า พระอินทร์จะต้องหาก้อนหินที่มีลักษณะรูปทรงสัณฐานเหมือนกับศีรษะของพระฤาษีให้ได้เสียก่อน ซึ่งพระอินทร์ก็ได้ใช้เทวฤทธิ์ ยกเอาหินก้อนหนึ่งมาจากใต้ทะเลลึก มีลักษณะถูกต้องตามความต้องการของติสสะฤาษีตนนั้นทุกประการ ติสสะฤาษีก็พอใจยินยอมอัญเชิญพระเกศาธาตุมาให้กับพระยาอินทราธิราช ๆก็ใช้พระขรรค์แทงลงในหินก้อนนั้นเป็นช่องว่าง พร้อมกับอัญเชิญพระเกศาธาตุลงบรรจุ ก่อนนำไปแขวนไว้ที่ยอดเขา Puang Luang ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เมืองสะเทิม รัฐมอญ ประเทศพม่า (อยู่ใกล้เคียงในเส้นรุ้งเดียวกับอ.ท่าสองยาง จ.ตาก ประเทศไทย) พระธาตุเจดีย์องค์นี้ จึงได้ชื่อว่า “ไจกิติโย” หรือภายหลังกร่อนคำลงเหลือ “ไจก์ทีโย” อันแปลตรงตัวได้ความว่า “พระเจดีย์เศียรฤาษี” แต่คนไทยนิยมเรียกว่า “พระธาตุอินทร์แขวน” ซึ่งแม้แต่คนพม่าเอง ก็ยังชมเชยว่า คนไทยเรียกชื่อพระธาตุองค์นี้ได้ “ตรงเป้า”มากที่สุดเลยทีเดียว
สำหรับอิทธิปาฏิหาริย์ของพระเจดีย์ “ไจก์ทีโย”หรือ “พระธาตุอินทร์แขวน” ซึ่งพระอินทร์เป็นผู้สร้างนั้น แน่นอนว่า จะต้องมีพุทธานุภาพแห่ง “พระเกศาธาตุ” และ “เทวานุภาพ”ของพระอินทร์แฝงไว้อย่างท่วมท้นไม่ต้องสงสัย
หนึ่งก็เป็นเล่าลือกันมาแต่โบราณแล้วว่า แต่ก่อนนั้น พระธาตุอินทร์แขวนไจก์ทีโยนี้ “แขวน”หรือ “ลอย”อยู่เหนือพื้นหินภูเขาจริงๆ โดยลอยสูงจากพื้นประมาณ แม่ไก่ลอดเข้าไปกกไข่ได้ แต่ต่อมา เมื่อจิตใจของมนุษย์ในโลกตกต่ำลง ประกอบกับมี “เจ้าหญิงพม่า(โบราณ)” องค์หนึ่ง คิดจะเรียกร้อง “สิทธิสตรี”ว่าต้องเสมอเทียมเท่ากับผู้ชาย (ประมาณเดียวแบบเดียวกับคุณเธอ “ระเบียบจัด”ของสยามประเทศ อย่างไรก็อย่างนั้น) เลยก้าวล่วงเข้าไปในเขตหวงห้ามที่ห้ามสตรีเข้าไปอย่างเด็ดขาดที่พระธาตุอินทร์แขวน จึงเกิดอาเพศร้ายแรง ทำให้องค์พระธาตุลอยต่ำลงมาจนชิดกับพื้นหินยอดเขาแบบเหลื่อมล้ำหมิ่นเหม่ชวนให้หวาดเสียวว่าจะหล่นมิหล่นแหล่เต็มที แต่องค์พระเจดีย์ไจก์ทีโยก็ยังตั้งอยู่ได้เป็นอัศจรรย์ ด้วยความสูงที่เอาด้ายเส้นยาวๆลอดได้ หรือสามารถช่วยกันโยกให้องค์พระธาตุเอียงไปเอียงมาได้ แต่ก็ไม่เคยหลุดหล่นไปจากที่ แม้จะผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างแรงมานับครั้งไม่ถ้วน แต่พระธาตุไจก์ทีโยอินทร์แขวนก็ยังคงตั้งตะหง่านงาม ท้าทายต่อทุกสายตาของทุกผู้คนทั่วโลกให้เป็นที่อัศจรรย์แก่ตาแก่ใจมาตราบเท่าถึงวินาทีนี้
อนึ่ง จากหนังสือนวนิยายซีไรท์อันโด่งดังอย่าง “เจ้าจันทน์ผมหอม” ของ “มาลา คำจันทร์” ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก “พระธาตุอินทร์แขวนไจก์ทีโย” ก็ได้บันทึกไว้เลยทีเดียวว่า
“ชื่อพระธาตุอินทร์แขวนนี้ เป็นที่รู้จักกันดีของคนเฒ่าคนแก่แถบ ลำปาง พะเยา เชียงราย ตำนานพระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งเป็นพระธาตุที่พระอินทร์ เจ้าฟ้าตาวติงสาโลกลงมาแขวนไว้ในเมืองคนนี้ ผู้เขียน(มาลา คำจันทร์) เคยได้รับฟังจากย่าผู้ล่วงลับเล่าว่า อยู่ไกลสุดแสนที่แดนฟ้าหลั่ง ใครได้ไหว้พระธาตุอินทร์แขวน ก็เท่ากับได้ไปไหว้พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ มีสิทธิ์สะสมผลานิสงส์ไปเกิดร่วมยุคกับพระศรีอาริยเมตตรัย”“.......เจ้าจันทร์แก้วยื่นฟ้า เจ้างามหล้าลือโลกโศกหมอง พระธาตุอินทร์แขวนหมายแทนเอาเป๋นพระธาตุประจำปีเกิด วาดไว้ว่าสูงเลิศส่งลอยทะลุอกฟ้า " (เจ้าจันทร์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน หน้า105")
ตามรอย “เจ้าจันทร์ผมหอม” พบเหตุอัศจรรย์เจดีย์ “ไจก์ทีโย”แต่แม้ผู้เขียนจะไม่ได้เป็นคนเกิดปีจอ ซึ่งมีพระธาตุอินทร์แขวนเป็นพระธาตุประจำปีเกิด และไม่ได้หวังจะไปพระธาตุอินทร์แขวนเพื่อเอาเส้นผมไปลอดเสี่ยงทายแบบเจ้าจันทร์ผมหอมอย่างที่ว่าก็ตาม แต่ด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนที่นับถือพรพุทธองค์ เป็นสรณะหลักอย่างเหนียวแน่น พร้อมกับคิดด้วยว่า ปีนี้เป็น “ปีจอ” แล้ว หากเราไปไหว้ไปสาพระธาตุอินทร์แขวนไจก์ทีโย ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีจอ ก็น่าที่จะทำให้เกิดความเป็นสวัสดิมงคลตลอดปีจอนี้ด้วยเช่นกัน ผู้เขียนจึงจองทัวร์เพื่อเดินทางไปกราบนมัสการพระธาตุอินทร์แขวนไจก์ทีโย ที่เมืองพม่าด้วยตนเองให้จงได้ เมื่อช่วงวันมาฆบูชา เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแบบ “บินเดี่ยว” (ไปคนเดียว เพื่อการนี้โดยเฉพาะ) และด้วยแรงศรัทธาที่จดจ่อกับองค์พระธาตุอินทร์แขวนอย่างแรงนี้เอง ก็เลยเป็นเหตุให้ “เจอดี”กับพุทธาภินิหารและเทวานุภาพแห่งองค์พระธาตุอินทร์แขวนนี้แบบเต็มๆเลยทีเดียว...!!!!!
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ก่อนที่จะเดินทางไปพระธาตุอินทร์แขวนนั้น ขณะที่ไปเดินช็อปปิ้งในตลาดที่กรุงย่างกุ้ง ผู้เขียนเองนึกประมาทและชะล่าใจทั้งๆที่ไกด์ ก็เตือนแล้วเตือนอีกว่า “อย่าไปกินอะไรข้างทางซี๊ซั๊วนะ ไม่งั้นเกิดท้องเสียขึ้นมาจะยุ่งมากๆนะ ” แต่ผู้เขียนไม่ฟัง คิดว่า “ธาตุเราแข็ง ไม่เป็นไรหรอก” เลยไปซื้อน้ำอ้อยคั้นสดๆ (แบบโบราณ) ที่คั้นด้วยมือเปล่าๆ (อึ๋ยยๆ...) แถมด้วยน้ำส้มคั้น(มือ) ใส่น้ำแข็งทุบแบบเก่า รสชาติหวานแสบไส้ (เมืองไทยเมื่อสัก 20-30 ปีก่อนคงพอหาดูได้) เลยซัดเข้าไปเต็มเหนี่ยวจนพุงกาง พอตกดึกคืนนั้น ก็ “ได้เรื่อง” เลยทีเดียวเชียว.....
โครกกกกก............
ครากกกกกกก..............
คร๊อกกกกกกกกกกก.....................
คร่วกกกกกกกกกกกกกกก.............................
และ...............
จู๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ....................................
ใช่แล้วกรรม “ท้อง”และ “ลำไส้”เจ้ากรรมที่เคยประมาทขาดสติว่า “แข็งแรง” ทนทานต่อภักษาหารเกือบทุกประเภท ก็เกิดกลับลำคิดการอันเป็น “ทุรยศ”เสียแล้ว เมื่อเจอฤทธิ์ของ “น้ำอ้อยย่างกุ้ง”และ “น้ำส้มเมียนมาร์” ผลก็คือ ผู้เขียนเลยต้องหน้าซีดหน้าเซียวเข้าๆออกๆห้องน้ำ ถ่ายท้องจู๊ดๆๆๆๆ4-5 เที่ยว หน้าเขียวหน้าเหลืองไปเลย......
อูยยย....
โอยยย...
อ๋อยยย........
ฯลฯ...................
เท่านี้ ก็ยังไม่สาสมกับความซ่าส์และอวดดี ตอนเช้า ต้องนั่งรถโขยกเขยกจากเมืองย่างกุ้งไปพระธาตุอินทร์แขวนที่รัฐมอญ นับเป็นร้อยๆกิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเกือบ 3 ชั่วโมง บนเส้นทางที่ “บ้านนอก” และ “ชนบท”แบบสุดๆ ราวกับบุกไปที่ชายแดนไทยที่แล้งที่สุดเมื่อครึ่งศตวรรษทีแล้ว โดยปราศจาก “ปั๊มเจ็ท ปั๊มแจ๊ส ”ที่มี “ห้องน้ำ”ที่น่าอภิรมย์ ควรค่าแก่การ “สุขา” แม้แต่เงา แม้แต่เพียงแห่งเดียว
คงไม่ต้องบอก ก็คงพอที่จะนึกภาพออกกระมังครับ ว่าผู้เขียนต้องนั่งๆนอนๆหน้าซีดหน้าเซียวจนฟ้าแทบจะเหลืองๆอยู่รำไรๆ พร้อมกับ “ขมิบ”แบบสุดฤทธิ์ไปตลอดทางถึงเพียงไหน..????
จื๊ดดดดดด......................
โครกกกกกก........................
คร่อกกกกกกก..........................
อูยยยยยยยยยยยย.............................
โอยยยยยยยยยยยยย..............................
ซี๊ดดดดดดดดดดดดด..............................
อ๋อยยยยยยๆๆ......
พ่อแก้วแม่แก้ว ซอยข้อยแน.......................
แต่ “วิบากกรรม”ของผู้เขียนยังไม่สิ้น เพราะเมื่อรถเดินทางมาถึงเชิงเขาไจ้เที่ยวแล้ว ยังต้องเดินขึ้นสู่บนยอดเขาอีกหลายกิโลเมตร ผู้เขียนซึ่งตอนนั้น อยู่ในสภาพดูไม่จืด หน้าเขียวหน้าเหลืองหน้าซีด หัวหมุนหวิวๆติ้วๆ พร้อมกับเห็นดาวระยิบระยับไปหมด รู้สึกหน้ามืดวิงเวียนใกล้จะเป็นลมล้มประดาตายเต็มแก่ เพราะขาดทั้ง “เกลือแร่”และ “น้ำ” จากการถ่ายท้องเต็มที ก็เลยต้องว่าจ้าง “เสลี่ยง”ให้หม่องพม่า 4 นายแบกขึ้นเขาด้วยค่าจ้างที่สูงถึง 12,000 จ๊าด (เป็นเงินไทยเท่าไร เอา 40 หารดูนะครับ)
หมายเหตุ , หะแรก กะตั้งแต่เมืองไทยแล้วว่า เมื่อเราไปถึงพระธาตุอินทร์แขวนแล้ว เราคงไม่เดินให้เปลืองพลังงานและอารมณ์อันสุนทรีย์หรอก หากแต่จะนั่งชูคอยาวๆบนเสลี่ยงชมวิวให้สบายใจเฉิบไปเลยทีเดียว..... แต่พอมาถึงเวลาจริงๆ กลับต้องมานั่งคอหดหน้าซีดเผือด พร้อมกับ “ขมิบ”แบบสุดใจขาดดิ้นไปตลอดทาง จนหมดอารมณ์ชื่นชมกับธรรมชาติใดๆทั้งสิ้น พร้อมๆกับท้องไส้ ก็โครกๆครากๆอยู่ไม่วายเกือบตลอดเวลาอีกนั่นแล้ว...... ช่างน่าเจ็บใจและเจ็บปวดอะไรเช่นนี้..?????
โครกกกก................
คร่อกกกกกก....................
ซี๊ดดดดดดดดด.....................
กรรม......
กรรมของเวรเอ๋ย..................
เล่นเอา “หมดมู๊ด”หมดเลย.............
และพอเสลี่ยงขึ้นมาเทียบหน้าโรงแรมไจก์ทีโยโฮเต็ลที่พัก สิ่งแรกที่ต้องเผ่นไปก่อนการเช็คอิน ก็คือการกระโดดเข้า “ทอยเล็ต”ก่อนเพื่อน พร้อมกับ “จู๊ดดดดๆๆๆๆ” อีกสองยกใหญ่ๆ แล้วจึงไปนอนแผ่สองสลึงไม่ถึงบาทปานจะขาดใจตายเสียให้ได้ในห้องพักของโรงแรม แต่ขณะที่ผู้เขียนอยู่ในสภาพที่จวนเจียนจะถึงแก่ “มรณกรรม” ละสังขารจะตายมิตายแหล่อยู่นั่นเอง ใจหนึ่งก็คิดว่า “ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว ก็ขอไปกราบองค์พระธาตุก่อนเถิด” เป็นไงก็เป็นกันสิน่า.........
ว่าแล้ว ก็เลยพยายามรวมรวมแรงอึดฮึดสุดท้าย พยุงสังขารตัวเองออกเดินตุปัดตุเป๋แบบหมดสภาพ ชนิดเห็นดาววิบๆวับๆลอยอยู่เต็มไปหมด ตรงออกจากห้องพัก ไปยังวัดพระธาตุอินทร์แขวนไจก์ทีโยโดยลำพังคนเดียวในทันที
แต่ช่างน่าอัศจรรย์ใจอะไรอย่างนี้ เพราะยิ่งเข้าใกล้องค์พระธาตุอินทร์แขวนเท่าไร อาการปวดมวนและท้องไส้ที่กำลังปั่นป่วนรวนเรจนถึงขีดสุด กลับค่อยๆสงบลงอย่างเหลือเชื่อที่สุด ตรงกันข้ามกับเมื่อสักครู่นี้ที่ดูเหมือนจะ “ใกล้ตาย”เต็มทีอย่างไม่น่าเป็นไปได้!!!!????????
และในทันทีที่ถึงองค์พระเจดีย์ไจก์ทีโย อาการท้องไส้ที่เป็นอยุ่ ก็เหมือนหนึ่งจะปลาสนาการหายสูญไปจนไม่เหลือเศษแต่อย่างไรทั้งสิ้น!!! ทำให้ผู้เขียนสามารถลงกราบไหว้พร้อมกับปิดทององค์พระธาตุอินทร์แขวนได้อย่างสบายๆ อยู่ด้วยระยะเวลานานนับเป็นชั่วโมงๆเลยเทียว..!!!!!!!
แถมยังถ่ายภาพ “ดวงแก้วเสด็จ” ที่องค์พระธาตุอินทร์แขวนแบบ “จะๆ” อันจะมี “ความนัย”
อันพิเศษสุดด้วยองค์ “อมรินทร์”ในเวลาต่อมาอย่างเหลือเชื่อที่สุด ดังจะได้กล่าวต่อไปในตอนท้ายๆอีกต่างหากด้วย........ แต่พอสมควรแก่เวลา และเดินทางกลับจากพระธาตุอินทร์แขวนกลับมาโรงแรมเท่านั้นแหละ อาการเดิมๆก็พลันเริ่มกำเริบ “จู๊ดดดๆๆๆๆๆ”เหมือนเดิม หน้าซีดหน้าเซียวอีกรอบ และในตอนดึกๆ เมื่อรับประทานอาหารเย็นกับหมู่คณะทัวร์เสร็จ ผมก็กลับไปไหว้สาพระธาตุอินทร์แขวนอีกรอบ อาการท้องเสียที่กำลังเป็นก็เหมือนหนึ่ง “ปิดสวิทซ์”ในทันทีเหมือนกับตอนแรก อย่างไรก็อย่างนั้น ให้เป็นที่อัศจรรย์ใจยิ่งนัก ครั้นพอกลับลงมาอีก ก็บังเกิดอาการ “ลงท้อง” เหมือนเดิมอีก ไม่เปลี่ยนแปร
ต่อมา...เมื่อรุ่งเช้ามืดตี 5 ผมก็ตะเกียกตะกายขึ้นไปไหว้พระเจดีย์ไจก์ทีโยอีกรอบ เพื่อถวาย “ข้าวพระพุทธ” บูชาองค์พระธาตุตามแบบพม่า ท้องไส้ที่ก่อการอันเป็นทุรยศไม่เลิกรา ก็พลัน“สงบ”ราบคาบลงไป เหมือนกับใครมา “สับราง”ให้อาการ “อาพาธพินาศ”นี้ให้พ้นตัวไปในทันทีทันใดเป็นคำรบ 3 ให้รู้สึกกันได้แบบจะๆอีกแล้ว.....
เหลือเชื่อจริงๆ..................
เลยได้ซาบซึ้งถึงใจเลยว่า อันพุทธานุภาพของ “พระธาตุอินทร์แขวนไจก์ทีโย”นี้ ช่างมีความ “ศักดิ์สิทธิ์” อย่างโจ่งแจ้ง เป็นที่ประจักษ์ได้เห็นกันจะๆเห็นปานนี้เทียวหรือนี่!!!?????
สาธุ....สาธุ....สาธุ...............