การรู้เท่าทันตนเอง
คัดลอกมาค่ะ อ่านแล้วรู้สึกเข้าใจง่ายดีค่ะ
ตอนนี้ สังคมกำลังแตกแยก ต้องใช้ความเมตตา เข้ามาสยบความรุนแรง เราต้องอโหสิกรรมให้คุณทักษิณและลิ่วล้อ เพื่อให้คุณทักษิณเร่งกรรมของเขาให้เร็วขึ้น
กล่าวถึงเรื่องของโมหะนั้น
ก่อให้เกิดความทุกข์กับคนที่มีหรือปฏิบัติ แล้วนำทุกข์และหายนะมาสู่ตน มนุษย์เราทุกคนต่างก็ถูกโมหะเข้าครอบงำด้วยกันทั้งสิ้น ขอให้พวกเรารู้เท่าทันโมหะ ก็จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้
โมหะ อย่างแรก คือมนุษย์ถือตัวว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ และสำคัญกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นเสมอ กำจัดโมหะประเภทนี้ด้วยความเมตตา ให้ความยุติธรรมกับสรรพชีวิตผู้ร่วมโลก
โมหะอย่างที่ 2 ถือตัวว่าเป็นผู้อยู่เหนื่อคนอื่น ในพุทธศาสนา เรียกว่ายกตนข่มท่าน โดย โมหะประเภทนี้ทำให้ตนคิดว่าตนสำคัญ พิเศษกว่าคนอื่น หรือในทางตรงกันข้าม คือตนมีค่าน้อยหรือมีความสำคัญด้อยกว่าคนอื่น คนที่มีความเสี่ยงมากที่สุด คือผม แต่ผมกำจัดโมหะประเภทนี้ โดยการ ยกความดีให้คนอื่น ยกสิ่งที่ทำแล้วไม่ดีให้ตนเอง โดยไม่นำการปฏิบัติของตัวเราไปเปรียบเทียบและสนใจการปฏิบัติของคนอื่น ทำให้ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากทำงานเพื่อชาวโลก เพื่อส่วนรวมเท่านั้น
โมหะ อย่างที่ 3 คือคิดว่าตนมีความวิเศษกว่าคนอื่น มีอิทธิฤทธิ์สามารถทำได้ทุกอย่าง เป็นผู้ที่คิดว่าตนมีบุญมาก ให้กำจัดโมหะนี้ด้วยปัญญา คือให้คิดถึงธรรมชาติ คิดถึงการทำดี ทำดีตามนัยที่ว่านี้ คือผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว ให้ทำงานทุกงานเพื่อผลของงาน เพื่อความสุขของผู้อื่นและสรรพสัตว์ทั่วโลก โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น นั่นคือเมื่อทำงานเสร็จแล้ว ให้คิดเสมอว่าเรายังไม่ได้ทำงานนั้น (สำหรับผู้ชนะตนได้แล้ว ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติได้)
โมหะอย่างที่ 4 ไม่เชื่อในสัจธรรมที่ว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา ให้ทำลายโมหะประเภทนี้โดยการนึกถึงญาติพี่น้องที่แก่กว่าเรา หรือคนรักที่แก่กว่าเรา หรือตายจากเราไปด้วยความชรา
โมหะประเภทที่ 5 คิดว่าความชั่วเอาชนะความดีเสมอ หรือการประชดสังคมที่รุมเร้าอย่างโหดร้ายเหมือนทุกวันนี้ โดยการประชดชีวิต ประชดสังคม เช่น ถ้าสังคมเป็นแบบนี้ คือมีแต่ความอยุติธรรมจะสอนให้ลูกหลานญษติพี่น้องทำชั่ว แก้โมหะชนิดนี้ด้วย ขันติ สันติ อุเบกขา และคิดว่า สิ่งที่เรากำลังได้รับอยู่นั้น เป็นเพราะผลบุญ ยังไม่ส่งผล เพราะเรายังทำความดีไล่ตามกรรมชั่วไม่ทัน จึงต้องรับกรรมนั้นต่อไป ให้เราทำดีต่อไป จนกระทั่งความดีของเราสามารถเอาชนะความชั่วได้
ความดีที่ทำง่าย แต่เอาชนะมได้ยากเหลือเกิน คือการยอมรับข้อบกพร่องของตนเองโดยไม่ข้างตนเองอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถ้าใครปฏิบัติได้ถือว่าเป็นมรรค เพราะเมื่อปฏิบัติแล้ว ครอบคุมการปฏิบัติตามมรรค 8 ได้อย่างครบถ้วน เป็นทางทำให้เราพ้นทุกข์ จริง ๆ
ส่วนวิธีการทำให้เราพ้นทุกข์ หรือนิโรธคามินีปฏิปทานั้น ให้เราใช้กำลังสมาธิ จะฝึกโดยวิธีการใดก็ได้เพื่อให้เกิดพลังสมาธิขึ้น แล้วนำกำลังสมาธิที่ได้ มาขจัดสันดานชั่วในสมองเช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่สำคัญคือความพยาบาท ฯลฯ ให้ค่อย ๆ ลดน้อยถอยลง และทำบ่อย ๆ ใช้ความเพียร ความอดทน ทำให้สิ่งเหล่านี้ตายไปจากสมองอย่างถาวรให้ได้ ทำให้อนุสัยในจิต ซึ่งพระพุทธองค์ให้ความสำคัญค่อย ๆ หมดสิ้นไปตามกาลเวลาเช่นกัน เมื่อหมดสิ้นอย่างถาวร จะทำให้เราเป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนโดยเจตนา ส่วนกิเลสอันอื่นก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ
เมื่อเราเริ่มใช้กำลังสมาธิล้างสันดาน ให้ค่อย ๆ หมดสิ้นไปอย่างที่ว่าแล้ว ให้สังเกตว่าความคิดในสมองของเรา จากที่เคยฟุ้งซ่านตามธรรมชาติ เข้าสู่ความสงบนิ่ง จนสงบนิ่งที่สุด ถือว่าเป็นการขจัดสันดานรอบแรกเรียบร้อยแล้ว ก็ให้เราอธิษฐานจิตแผ่เมตตา โดยตั้งจิตอธิษฐานว่า "ขอแผ่เมตตาให้สรรพจิต สรรพวิญญาณให้ขึ้นสู่สุคติ และแผ่เมตตาให้มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายให้มีความสุขความเจริญ กุศลที่ได้มาอุทิศให้สรรพจิต สรรพชีวิต" โดยธรรมชาติ การแผ่เมตตาเป็นการขุดคุ้ยให้เกิดอนุสัยและสันดานไม่ดี เกิดขึ้นมาอีก แต่การเกิดในรอบหลัง ๆ จะน้อยลง ๆ ตามลำดับ เพราะสมการที่ว่า อนุสัยทั้งหมดที่มี = กรรมทั้งหมดที่มี เมื่อเกิดอนุสัยรอบใหม่ขึ้นอีก ก็ให้เรากลับไปสำรวจสันดานรอบต่อไป และทำสลับไปสลับมา ซ้ำไปซ้ำมาได้ตลอดเวลา แทนที่จะมัวแต่เอาเวลาไปหมกมุ่นอยู่กับปัญหาชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว
การทำสมาธินั้น ทำในอริยบถใดก็ได้ ยืน เดิน นั่ง นอน การทำสมทาธิออกจากจิต ไม่ได้ออกจากร่างกาย ด้วยเหตุผลนี้ ในขณะเวลาที่เรานอนหลับตา ก็เพ่งมองเข้าไปในจอตาที่ปิดสนิท อาจจะได้เห็นนิมิต แสงสี แต่อย่าไปยึดติด คาดหวังว่าจะได้เห็น ทำไปจนกระทั่งหลับไปในสมาธิ ร่างกายหลับ แต่จิตไม่หลับ จิตก็ทำสมาธิต่อไปจนกระทั่งตื่นนอน พอตืนนอนแล้วเราจะสดชื่นกว่าเมื่อวานที่ผ่านมา เราจะรู้สึกตัวเองในตอนตื่นว่ากำลังทำสมาธิอยู่ กำลังสำสำรวจสันดาน กำลังแผ่เมตตา ก็ให้ทำต่อไปเรื่อย ๆ รอจนกว่า Seven Eleven ปิดหรือเราต้องการใช้สมองไปทำอย่างอื่นเมื่อไหร่ก็ค่อยหยุดทำ
ส่วนที่ผมให้เปลี่ยนการอุทิศกุศลจากการอุทิศกุศลจากเจ้ากรรมนายเวร เป็น อุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลให้กับ สรรพจิตสรรพชีวิตแทนนั้น เป็นเพราะ การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เป็นความเห็นแก่ตัว และจำกัดโอกาสในการสร้างบารมีให้เราน้อยกว่า การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้สรรพจิต สรรพชีวิตมากมายประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว
การปฏิบัตินั้นง่าย การสร้างปัญญาก็ง่าย แต่การเอาชนะตน เอาชนะข้อบกพร่องของตนเองนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ขอบุญกุศลที่ผมมีจงดลบันดาลให้ทุกคนเข้าใจและปฏิบัติได้ตามที่ผมบอกด้วยเถิด พวกเราทั้งหลายจะได้พ้นทุกข์กันเสียที
โมหะเน้น ๆ (tanawat30 สมาชิก) FINAL
ความรู้เท่าทันพฤติกรรมมนุษย์ เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอนุสัยที่อยู่ในจิต ถ่ายทอดลงสู่สมองที่สำคัญ ๆ มีดังนี้
1. ความกังวล คือความวิตก เกรงกลัวความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้น เป็นธรรมชาติของมนุษย์
2. โมหะ ความถือตัว คือความหลงตน ซึ่งได้อธิบายไปแล้ว
3. โลภะ ความโลภ คือความอยากได้อยากมีอยากเป็นไม่มีขีดจำกัด มี 3 ระดับ ระดับต้น คือทรัพย์สินเงินทอง ทรัพย์สมบัติ ระดับกลาง คือ อำนาจ วาสนา ความเด่นดัง ความโลภระดับสูง คือโลภในบารมี กุศลผลบุญที่จะได้รับ
4. ความเกียจคร้าน คือความขี้เกียจทำการงาน ไม่ใช่อุเบกขา คือการวางเฉยทางอารมณ์
5. ความริษยาและเห็นแก่ตัว
6. โทสะ หรือความโกรธ
7. ความพยาบาท ใครไม่สามารถละความพยาบาทได้ ไม่อาจละ อนุสัย สันดานทั้งหมด ที่สำคัญ คือ โมหะ โลภะ โทสะได้เลย แต่กลับจะยิ่งทำให้ โมหะ โลภะ โทสะ มากขึ้น ๆ ทบทวีคูณ
สาเหตุเพราะ ความกังวลทำให้เกิดโมหะ โมหะทำให้เกิดโลภะ โลภะทำให้เกิดความขี้เกียจ ความขี้เกียจทำให้เกิดความริษยาและเห็นแก่ตัว ความริษยาและเห็นแก่ตัว ทำให้เกิดโทสะ โทสะทำให้เกิดความพยาบาท และความพยาบาทจะไปกระตุ้นให้เกิดความกังวลมากขึ้น ความกังวลมากขึ้นทำให้เกิดโมหะมากขึ้น โมหะ...... ไม่มีที่สิ้นสุด
เช่นเรากังวลว่าเราเป็นคนจน ความจนทำให้เราเกิดโมหะ เช่นคิดหาวิธีการฉ้อโกง และทำให้เกิดการโกงด้วยความโลภเกิดขึ้น เมื่อโกงมากทำให้เหนื่อยเกิดเป็นความขี้เกียจ ความขี้เกียจทำให้เราเห็นแก่ตัวและริษยาผู้อื่น คือการเปรียบเทียบระหว่างตัวเรากับคนอื่น เมื่อไม่ได้ดังใจ ทำให้เกิดโทสะขึ้น และโทสะทำให้เกิดความพยาบาทเป็นไฟสุมทรวง ความพยาบาทกลับมาให้เราหงุดหงิดกังวลมากขึ้น เราก็สรรหาวิธีการ เช่นตอนนี้อาจจะอยากจะชิงทรัพย์ ด้วยความโลภทำให้เราเอาปืนไปปล้นร้านทอง ...... ไม่มีที่สิ้นสุด
จะเห็นว่า ถ้าเราไม่รู้จักสำรวจข้อบกพร่องของตนเอง ทั้งชีวิตเราก็อุดมไปด้วยความทุกข์ ถือว่าเป็นความเคยชินโดยไม่รู้จักความสุขว่าเป็นอย่างไร ตั้งแต่เกิดจนตาย โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าเรากำลังมีทุกข์
วิธีการทั้งหมดนี้ ผมสมมุติให้ความโลภแล้วกระทำชั่วสุด ๆ เพื่อความเข้าใจ แต่ความโลภโดยสุจริต เช่นทำงานทั้งวันทั้งคืน หรือทำงานมากกว่า 1 งาน เอาไปแทนที่ความโลภแล้วลองวิเคราะห์ได้ ก็จะเห็นสัจธรรมแห่งกองทุกข์ที่เราได้รับได้อีกอัน