"นิทาน สอนธรรมะ"
"นิทาน สอนธรรมะ"
เรื่อง แม่หมูป่า กับ หมาป่า
มีหมาป่าหิวโซตัวหนึ่งเดินหาอาหารจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
มันเดินลัดเลาะมาจนถึงคอกหมู่ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้
มันเห็นแม่หมูกำลังล้มตัวนอนให้ลูกกินนมอยู่
หมาป่าซึ่งอยากกินลูกหมูเป็นกำลัง จึงออกอุบายพูดกับแม่หมูว่า
“นี่ท่าน เมื่อตะกี้ข้าเดินผ่านบ้านของท่าน เจ้านายท่านมีเรื่องจะบอกท่าน
เลยวานให้ข้ามาตามท่านไปพบเขาเดี๋ยวนี้ ส่วนลูก ๆ ของท่าน ฝากข้าไว้ก็ได้ ข้าจะดูแลให้เอง”
แม่หมูรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของหมาป่าดี จึงกล่าวว่า
“ขอบใจท่านมาก แต่ข้าคงไม่ต้องไปหานายข้าแล้ว เพราะว่านาย
เพิ่งเดินมาบอกกับข้าก่อนท่านมาไม่นาน ว่าให้ข้าระวังไว้ให้ดี
เพราะจะมีหมาป่าเจ้าเล่ห์มาพูดจาหลอกล่อ เพื่อจะกินลูกของข้า
เอาละ ข้าว่าท่านไปเสียจากที่นี่ดีกว่า ถึงข้าจะถูกเรียกว่าหมู
แต่ข้าไม่โง่พอเหมือนที่ท่านเข้าใจหรอกนะ”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนฉลาด คือ คนที่ไม่คิดว่าคนอื่นโง่
เรื่อง ม้า กับ ลา
มีพ่อค้าคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของม้าและลาอย่างละตัว
เขามักจะนำสินค้าจากหมู่บ้านหนึ่งไปขายให้อีกหมู่บ้านหนึ่ง
โดยจะแบ่งสินค้าทั้งหมดเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน โดยให้ลาบรรทุกส่วนหนึ่ง
และม้าบรรทุกส่วนหนึ่งทุกครั้งไป
อยู่มาวันหนึ่ง ม้าเจ้าเล่ห์คิดจะผ่อนแรงตัวเอง จึงออกอุบายบอกกับลาว่า
“เพื่อนรัก ข้าเพิ่งเดินสะดุดก้อนหินเมื่อกี้นี้ เจ็บขาเหลือเกิน
คงแบกไม่ไหวแน่ ท่านช่วยแบ่งเอาของบนหลังข้าไปบ้างนะ”
ลาซึ่งไม่มีปากเสียงก็ยอมทนแบกของที่ม้าแอบถ่ายไปให้ส่วนหนึ่ง โดยไม่ปริปาก
แต่พอใกล้จะถึงหมู่บ้าน ลาซึ่งบรรทุกของหนักเกินกำลังก็เกิดหมดแรงล้มลง
เจ้าของหันมาเห็นเข้า จึงย้ายของทั้งหมดบนหลังลา
มาใส่บนหลังม้าแทน ม้าเจ้าเล่ห์จึงได้แต่รำพึงกับตัวเองว่า
“นี่เพราะความเห็นแก่ตัวแท้ ๆ เราถึงต้องมารับกรรมคนเดียวเช่นนี้”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
เรื่อง หมาป่า กับ ลูกแพะ
บ่ายวันหนึ่งอากาศร้อนจัด หมาป่าตัวหนึ่งเกิดกระหายน้ำ เห็นบ่อที่ชาวบ้าน
ขุดไว้สำหรับเก็บน้ำ มันรีบตรงไปที่บ่อทันที ขณะที่มันกำลังจะก้มลงกินน้ำนั่นเอง
มันก็เห็นลูกแพะตัวหนึ่ง ยืนอยู่ในบ่อนั้นแล้ว มันจึงตะโกนไป
ด้วยความโมโหหิวว่า “เจ้าแพะโง่ หลีกทางไปนะ ก่อนที่ข้าจะกินเจ้าแทนน้ำ”
แพะน้อยแม้จะกลัวหมาป่าสุดชีวิต แต่มันก็หาทางเอาตัวรอดโดยพูดว่า
“ข้าก็อยากจะขึ้นจากน้ำหรอกท่าน แต่ข้าขึ้นจากบ่อเองไม่ได้
ถ้าท่านอยากจะกินน้ำด้วยความสบายใจ ไม่มีข้าเกะกะขวางหูขวางตาท่านแล้ว
ท่านก็ช่วยเอาข้าขึ้นไปจากบ่อนี้ที”
ด้วยความหิว หมาป่าไม่ได้ฉุกคิดถึงอุบายตื้น ๆ ของแพะน้อย
มันยืนก้มตัวยันกับบ่อให้แพะไต่ลำตัวมันขึ้นมา และยังไม่ทัน
ที่มันจะทันคิดว่าถูกหลอกใช้ แพะน้อยก็วิ่งหนีไปเสียแล้ว
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าโง่กว่าเรา บางทีเราก็โง่ยิ่งกว่า
เรื่อง ราชสีห์ กับ วัวป่าสี่ตัว
ณ ป่าแห่งหนึ่ง อันเป็นที่อยู่ของวัวป่าสี่ตัว ซึ่งเป็นเพื่อนรักกัน
พวกมันสัญญากันว่าจะอยู่ด้วยกัน คอยช่วยเหลือกันตลอดไป ทุกครั้งที่มีศัตรูมารุกราน
พวกมันก็จะรวมกลุ่มกันต่อสู้ จนศัตรูตัวใดก็ไม่กล้ามากล้ำกลาย
ไม่ไกลจากที่วัวสี่ตัวใช้เป็นที่พักนัก มีราชสีห์ชราตัวหนึ่ง
ซึ่งไม่มีแรงจะออกไปล่าสัตว์กิน เหมือนเช่นเคย มันจับตามองดูวัวฝูงนี้อยู่ทุกวัน
เพื่อหาโอกาสจับกินเป็นอาหาร แต่การรวมตัวกันสู้ของวัวทำให้มันต้อง ล่าถอยไปทุกครั้ง
แต่มาไม่นาน อาหารในป่าเกิดขาดแคลนลง วัวทั้งสี่ตัวเริ่มทะเลาะกัน
เรื่องการแบ่งเขตกันหากิน ต่างฝ่ายต่างก็ถือความเห็นของตัวเป็นใหญ่
ไม่มีใครยอมใคร ในที่สุดพวกมันก็ ต่างคนต่างอยู่
ไม่รวมกลุ่มคอยช่วยเหลือกันเหมือนเคย
ในที่สุดราชสีห์ชรา ก็จับวัวกินเป็นอาหารทีละตัวจนหมดทั้งสี่ตัว
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย สามัคคีคือกำลัง
เรื่อง นกเหยี่ยว กับ ไก่ป่า
ณ ป่าชายเขาแห่งหนึ่ง มีไก่ป่าสองตัวอาศัยอยู่บนเนินดิน
ใกล้ป่าปากถ้ำ ที่พวกมันใช้เป็นที่หลบภัยจากเหยี่ยว
ศัตรูตัวร้ายของมัน ทุกครั้งที่เหยี่ยวบินผ่านไป พวกมัน
จะหลบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ พอเหยี่ยวบินผ่านไป
พวกมันจึงจะออกจากที่ซ่อน พวกมันทำเช่นนี้ทุกวัน
และรอดพ้นจากเหยี่ยวทุกครั้ง
ต่อวันหนึ่ง ทั้งสองเกิดต่อสู้กันขึ้น เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่
เหนือดินแดนแห่งนี้ ตัวที่ชนะดีใจมาก มันรีบออกจากที่ซ่อน
เพื่อโก่งคอขันแสดงความเป็นใหญ่ เหนือดินแดนแห่งนี้ ให้ไก่ป่าตัวอื่นได้ทราบ
ขณะนั้นเหยี่ยวบินผ่านมาพอดี พอได้ยินเสียงไก่ขัน มันก็บินโฉบไป
เหนือปากถ้ำทันที และยังมิทันที่ไก่ป่าตัวชนะจะหลบได้ทัน
มันก็ถูกเหยี่ยวโฉบไปเป็นอาหารทันที ปล่อยให้ไก่ป่าตัวแพ้
ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในถ้ำกลายเป็นผู้ชนะ ครอบครองเนินดินแห่งนั้นแทน
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าสำคัญตนว่าเก่งกว่าใคร ที่แท้ยังมีคนเก่งกว่าเราอีกมาก
เรื่อง สุนัขจิ้งจอก กับ ราชสีห์
ราชสีห์หิวโซตัวหนึ่ง ออกเดินล่าหาเหยื่อตามปกติ วันนี้โชคร้ายมาก
เพราะตั้งแต่เช้าไม่มีสัตว์ตัวใดหลงมาให้มันจับกินเป็นอาหารเลย
ทันใดนั้น มันก็เห็นสุนัขจิ้งจอกคาบแกะอยู่ในปากเดินผ่านมา
ด้วยความหิวมันจึงกระโดดเข้าไปขวางหน้า และแย่งแกะตัวนั้นมาได้
สุนัขจิ้งจอกแทนที่จะวิ่งหนีเอาตัวรอด มันกลับตะโกนว่า
“ท่านผู้เป็นเจ้าป่า ท่านไม่นึกละอายใจบ้างหรือ ที่เข้ามาแย่งอาหารของผู้อื่น
ซึ่งต่ำต้อยกว่าท่านเช่นนี้”
ราชสีห์หัวเราะก่อนจะตอบว่า
“ข้าไม่ละอายใจอะไรทั้งนั้น ตราบใดที่ข้าหิว ข้าไม่มานั่งนึกถึงศีลธรรมอะไรหรอก
นี่ข้าก็ให้โอกาสเจ้าหนีแล้ว เมื่อเจ้าไม่หนี เจ้าก็สมควรจะตกเป็นเหยื่อของข้าอีกตัวหนึ่ง”
ว่าแล้วมันก็ตรงเข้าขย้ำสุนัขจิ้งจอกผู้โง่เขลาตัวนั้น
กินเป็นอาหารไปพร้อม ๆ กัน กับกวางตัวนั้นทันที
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การถามหาศีลธรรมกับคนพาล ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใด
เรื่อง เหยี่ยวกับชาวนา
ชาวนาผู้หนึ่งเห็นเหยี่ยวจิกตี นกพิราบอยู่ทุกวัน ก็เกิดความสงสารนกพิราบ
เขาจึงได้ใช้ตาข่ายดักจับเหยี่ยวมาได้ เหยี่ยวตัวนั้นตัวสั่นด้วยความกลัว
มันร้องขอชีวิตต่อชาวนา “ปล่อยข้าเถิด ข้าไม่เคยทำร้ายท่าน
ท่านก็ไม่ควรทำร้ายข้าเช่นกัน” มันพูด
ชาวนาจึงบอกกับเหยี่ยวว่า “เจ้าพูดเช่นนั้นก็ถูกเมื่อเจ้าไม่ทำร้ายข้า
ดังนั้นข้าก็ไม่ควรทำร้ายเจ้าตอบ ข้าจะปล่อยเจ้าไป แต่เจ้าต้องสัญญากับข้าว่า
เจ้าจะไม่ทำร้ายนกพิราบอีก เพราะนกพิราบก็ไม่เคยทำร้ายเจ้าเช่นกัน
อย่าให้ข้าได้เห็นเจ้า รังแกสัตว์ที่อ่อนแอกว่าเช่นนี้อีก มิเช่นนั้น
ข้าจะไม่ไว้ชีวิตเจ้าเป็นหนที่สอง”
เหยี่ยวรับปากทันที หลังจากที่ชาวนาปล่อยเหยี่ยวไปแล้ว
เหยี่ยวตัวนั้นก็ไม่มากล้ำกราย หรือจิกตี นกพิราบอีกเลย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การทำร้ายผู้ที่อ่อนแอกว่า เป็นสัญลักษณ์ของคนขลาด
เรื่อง สุนัขจิ้งจอกหางด้วน
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งถูกกับดักของนายพราน แม้มันจะดิ้นหลุดมาได้
แต่หางอันสวยงามเป็นพวงของมันต้องขาดติดอยู่กับกับดักนั้น
มันรู้สึกอายมากที่ต้องเป็นสุนัขจิ้งจอกหางด้วน แต่เพื่อแก้จุดด้อยของมัน
ให้เป็นจุดเด่น มันจึงจัดให้มีการประชุมขึ้นและพูดให้สุนัขจิ้งจอกตัวอื่น ๆ
ได้เห็นว่า หางนั้นเป็นส่วนเกินที่หาประโยชน์อะไรไม่ได้เลย
มีไว้เกะกะพันแข้งพันขา มันจึงตัดหางของมันออกไปด้วยตัวเอง
และเสนอให้สุนัขจิ้งจอกทุกตัวทำตามอย่างมัน
ทันใดนั้นก็มีสุนัขจิ้งจอกชราตัวหนึ่งพูดขึ้นมากลางที่ประชุมว่า
“สหายเอ๋ย ข้าคบกับท่านมาหลายปี และรู้ดีว่าท่านรักและภูมิใจ
หางอันสวยงามของท่านเพียงใด และไม่มีทางที่ท่านจะตัดหางของท่าน
ด้วยตัวเองเป็นแน่ เพราะข้าเห็นมันติดอยู่กับกับดักของนานพราน เมื่อเช้าวานนี้เอง”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความลับย่อมไม่มีในโลก
เรื่อง แม่นกกับลูกนก
ในทุ่งนาแห่งหนึ่ง มีแม่นกกับลูกนกอาศัยอยู่ด้วยกัน บนยอดไม้ใจกลางทุ่ง
ก่อนที่แม่นกจะบินออกไปหาอาหาร นางได้สั่งลูกว่า
“เมื่อแม่ไม่อยู่ ลูกต้องคอยฟังที่มนุษย์พูดคุยกัน
แล้วเล่าให้แม่ฟังทันทีที่แม่กลับมานะ” ตกบ่ายเมื่อแม่นกบินกลับมา
ลูกนกรีบละล่ำละลักบอกแม่ว่า “แม่จ๋า วันนี้ลูกได้ยินเจ้าของนาบอกกับเพื่อนบ้าน
ให้มาช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าวที่สุกแล้ว วันพรุ่งนี้ แปลว่าเราจะต้องย้ายไป
อยู่ที่อื่นกันเดี๋ยวนี้ใช่ไหมจ๊ะ” แม่นกบอกว่า
“ไม่ใช่หรอกลูก แปลว่าวันนี้เราจะอยู่ที่นี่ได้อีกหนึ่งวัน”
วันรุ่งขึ้นลูกนกบอกกับแม่นกด้วยความดีใจว่า
“แม่จ๋า ตอนนี้เราคงโชคดีแล้วหละ เพราะเดี๋ยวเจ้าของนา
กับลูกของเขาจะมาเกี่ยวข้าวกันแล้ว”
“โชคดีอะไรกัน ถึงเวลาที่เราต้องรีบหนีออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลยต่างหากหละ”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า หนึ่งความเข้าใจ ไม่เท่าหนึ่งประสบการณ์
เรื่อง ราชสีห์ ไก่ และ ลาโง่
นานมาแล้ว ณ ป่าแห่งหนึ่งยังมีไก่กับลาคบหากันเป็นเพื่อน
วันหนึ่งขณะที่ไก่ และลากำลังเดินออกหาอาหารอยู่นั้น
มีราชสีห์ตัวหนึ่งเดินผ่านมา ราชสีห์หมายจะขย้ำทั้งลา และไก่กินเป็นอาหาร
ไก่เห็นจวนตัวเข้า จึงโก่งคอขันพร้อมกับตีปีกพึบพับ ทำให้เกิดเสียงดัง
ลาก็ส่งเสียงร้องตามไปด้วย
ราชสีห์ตกใจเสียงไก่ จึงเดินหนีไป ลาเห็นราชสีห์เดินหนี
คิดว่าราชสีห์กลัวเสียงของมัน ด้วยความฮึกเหิมมันจึงส่งเสียงร้อง
และออกไล่ตามราชสีห์ไปทันที โดยไม่ฟังเสียงห้ามของไก่
ราชสีห์พอเห็นลาเดินตามมาจึงเดินต่อไปเรื่อย ๆ พอสบโอกาส
ราชสีห์ก็ตรงเข้าขย้ำลาโง่กินเป็นอาหารทันที
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ลาก็ย่อมจะเป็นลา จะเป็นเสือ ก็หาได้ไม่
จากคุณ : นักเลงโบราณ