"ดวงใจแห่งแม่ "
"ดวงใจแห่งแม่ "
“ถ้าชีวิตนี้เปรียบเหมือนการล่องเรือในห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
แม่ก็เป็นได้แค่เพียงช่างต่อเรือที่ทำงานหนัก ด้วยแรงทั้งหมด
เฝ้าพากเพียรตอกย้ำตะปูที่เลือกสรรแล้วว่าดีเยี่ยม
เพื่อยึดแผ่นไม้ให้ประชิดติดแน่น ด้วยลำแขนและหยาดเหงื่อที่ไหลท่วมตัว
ประจงประกบแผ่นไม้ธรรมดาๆให้เป็นเรือที่มั่นคงและงดงาม เมื่อถึงวันนั้น
ช่างต่อเรือก็จบงานลงอย่างมีความสุข และไม่อาจทำอะไรได้อีก
นอกจากเฝ้ามองเรือลำนั้นค่อยๆแล่นฝ่าคลื่นลมออกไปในท้องทะเลกว้าง
และเฝ้าทอดถอนใจ รอคอยว่าเมื่อไหร่ เจ้าเรือลำน้อยนั้นจะกลับมา”
ผมคัดลอกข้อความนี้จากกระดานปิดประกาศของชมรมพุทธศาสตร์ ศาลายา
มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2532
อาจนานเกินไปหน่อยแต่ผมก็เห็นว่าเหมาะกับบรรยากาศของเดือนแห่งแม่เดือนนี้
สรีระแห่งแม่
การตั้งท้องของแม่ ทำให้แม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย
นับตั้งแต่ที่ลูกเริ่มปฏิสนธิในครรภ์
ที่เราเห็นจากภายนอกก็คือการที่แม่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
ตลอดการตั้งท้องเก้าเดือน น้ำหนักแม่เพิ่มขึ้น 10 – 12 กิโลกรัม
อุ้ยอ้ายกันหน่อยล่ะครับ หน้าท้องก็ลาย เต้านมจะขยายใหญ่ขึ้น
รู้สึกเจ็บคัดตึงเต้านมเนื่องจากมีการสร้างน้ำนมเพิ่มมากขึ้น
ตัวลูกที่อยู่ในท้องก็ไม่ได้รับอาหารจากไหนหรอกครับ
ก็รับจากเส้นเลือดที่เชื่อมต่อเข้ามาสู่สะดือของตัวเอง
ในช่วงนี้แม่จึงจำเป็นต้องได้รับสารอาหารมากกว่าปกติ
ปริมาณเม็ดเลือดในตัวแม่ก็เพิ่มน้อยทำให้แม่เสี่ยงต่อการเป็นภาวะโลหิตจาง
ในช่วงนี้จึงต้องมีการให้อาหารที่มีธาตุเหล็กเสริม
ส่วนกระเพาะปัสสาวะก็มีการตึงตัวน้อยลง
ทำให้มีปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะค่อนข้างมาก
ทำให้มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่ายขึ้น
ปัสสาวะบ่อยขึ้นเนื่องจากมดลูกที่โตขึ้นกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ
กระเพาะลำไส้ก็เคลื่อนไหวน้อยลงทำให้มีภาวะท้องอืดได้ง่าย
ส่วนมดลูกที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อครรภ์แก่ขึ้น
ร่างกายพยายามจะชดเชยโดยเลื่อนจุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย
มาทางด้านหลัง ทำให้หลังแอ่น คุณแม่ที่กำลังท้องจึงมักจะบ่นเรื่องปวดหลัง
อยู่เป็นประจำโดยเฉพาะในเดือนหลังๆใกล้คลอด
นอกจากนี้แล้วแม่ยังมีภาวะเสี่ยงจากการตั้งครรภ์อีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ยิ่งแม่ที่โรคประจำตัวอยู่แล้ว
เช่นโรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคต่อมไทลอยด์เป็นพิษ
ย่อมทำให้แม่เสี่ยงชีวิตต่อการตั้งครรภ์มากขึ้น
นี่ยังไม่นับตอนปัญหาต่างๆตอนเจ็บท้องใกล้คลอด ขณะคลอด
แล้วยังมีตกเลือดช่วงหลังคลอดอีก เป็นแม่คนได้ นี่ผมว่าหญิงเหล็กนะครับ
แม่ของจ๊อด
จ๊อด เป็นนามสมมติของผู้ป่วยชายวัยรุ่นอยู่ในวัยเฮี้ยวเจาะหูข้างนึง ครับ
ผมจำเรื่องนี้ได้อย่างติดตา จ๊อดถูกนำส่งเข้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลวชิระ
ในค่ำคืนหนึ่งสมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสี่
จ๊อดประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซด์ชนกับรถบรรทุก
สภาพของจ๊อดไม่แตกต่างไปจากตุ๊กตาดินเหนียวที่ถูกทุบบุบบี้แบน แขนขาหัก
กระดูกทิ่มโผล่ออกมานอกบาดแผล เลือดออกตามบาดแผลบนใบหน้า แขนขา และลำตัว
คณะแพทย์ก็ไล่กันไปตั้งแต่แพทย์ประจำบ้านศัลยกรรมปีต้นยันปีปลาย
นักศึกษาแพทย์ปี 4 ปี 5 และ ปี6 พยาบาลห้องอุบัติเหตุ
ช่วยกันอย่างเร่งรีบและสุดกำลัง
จ๊อดอยู่ในสภาพช็อกเนื่องจากเสียโลหิตมากเกินไป
ปากของจ๊อดเริ่มพร่ำเพ้อ “ไอ้อ๊อด ไอ้อ๊อด อย่าทิ้งกูไป”
จากนั้นจ๊อดก็พร่ำต่อ
“ แม่…แม่…แม่ ” จนกระทั่งอ่อนแรงและสิ้นลมไป
พูดไปแล้วก็ขนลุก คำสุดท้ายที่
จ๊อดพูดออกมาก็คือคำๆแรกที่เขาและพวกเราพูดออกมายามอยู่ในวัยเยาว์
จ๊อดอาจเป็นเด็กที่ดูเฮี้ยว
หรือเกเรในสายตาของคนอื่นในยามที่เขามีชีวิตอยู่
แต่หัวใจของเขา เป็นหัวใจที่มีคำว่าแม่ติดอยู่
มองแม่ผ่านเพลงเห่กล่อมของชาวอีสาน
“นอนซะหล้า ( นอนเถอะลูกน้อย )
ลับตาแม่สิกล่อม ( หลับตาซะแม่จะกล่อมให้ลูกฟัง )
เจ้าบ่นอน บ่ให้กิ๋นกล้วย ( ถ้าลูกไม่นอนแม่จะไม่ให้กินกล้วยนะ )
แม่ไปห้วยเก็บซ่อนป๋าซิว ( แม่จะไปห้วย ไปช้อนปลาซิว )
เก็บผักติ้วมาใส่แกงเห็ด ( ไปเก็บผักชนิดหนึ่งเอามาใส่แกงเห็ด )….”
ผมจำเพลงเห่กล่อมอีสานนี้มา
สมัยที่ผมเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบึงโขงหลง
จังหวัดหนองคายน่ะครับ
จำได้ไม่หมดหรอกครับ แต่ก็เป็นเพลงกล่อมที่ประทับใจ
บทเพลงพูดถึงชีวิตของแม่ชาวอีสาน
ความเป็นชาวนาหากินอยู่กับท้องทุ่งนาห้วยหนองคลองบึง
แม่ไปทำนา ไปหาอาหาร แล้วก็ต้องเลี้ยงลูกไปด้วย
งานของแม่ช่างเป็นงานหนักจริงๆ
ความเป็นแม่นี่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนๆก็เหมือนกันล่ะครับ
แม่กับคณิตศาสตร์
ครูสาวคนหนึ่งถามเด็กน้อยในชั้นของเธอว่า
“ สมมติว่าแม่ทำขนมเค้กให้ลูกหกคน
กับตัวแม่เองรวมเป็นเจ็ดคน ลองทายดูซิว่า
ลูกๆจะได้รับขนมเค้กกันไปคนละกี่ส่วน ”
เด็กน้อยคนนึงตอบว่า “เด็กทุกคนได้คนละหนึ่งในหกส่วน ครับครู ”
ครูสาวจึงตอบไปว่า หนูน้อยนั้นไม่เข้าใจเลย ไม่รู้จักวิธีแบ่งเศษส่วน
เด็กจึงตอบประสาซื่อว่า “ ครูครับ ผมรู้จักอะไรๆเกี่ยวกับคุณแม่ดีครับ ” “
ไหนเธอลองอธิบายซิว่า ที่เธอคิดเลขอย่างนั้นน่ะถูกต้องแล้ว ”
เด็กน้อยไม่รีรอ อธิบายอย่างฉาดฉานว่า
“ ครูครับ ผมมั่นใจครับว่า พอแม่ยกขนมเค้กลงจากเตา
แม่จะต้องพูดว่า วันนี้แม่ยังไม่หิว ให้ลูกกินก่อนเถอะ
ดังนั้นลูกๆหกคนจะได้ขนมเค้กคนละหนึ่งในหกส่วนครับ ”
แม่คือพรประเสริฐสำหรับลูก
หน้าที่ของพ่อก็คือเป็นฝ่ายทำให้ครอบครัวเกิดความมั่นคงและปลอดภัย
ส่วนหน้าที่ของแม่ก็คือส่วนใหญ่แล้วก็คือ
การทำให้เกิดความกลมเกลียวและความสุขภายในบ้าน
แม่เป็นพรที่สมบูรณ์พร้อมเพราะเพียงแต่มีแม่อยู่ในบ้าน
แม่ก็จะทำให้สิ่งที่เราเรียกว่าอาคารกลายเป็นบ้านที่อบอุ่น
หน้าที่ของคุณก็คือการให้เกียรติท่าน
“สวรรค์นั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา ”
อย่าทำให้ท่านต้องเสียใจและทิ้งท่านไป เพราะวันหนึ่ง
ลูกของคุณจะทำให้คุณเสียใจ และทิ้งคุณไปเช่นเดียวกัน
เหตุผลที่ลูกคุณทำอย่างนั้นก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่คุณทำกับแม่ของคุณนั่นแหละ
ดังนั้นในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ขอให้เราได้ทำดีกับท่าน รักท่าน
เอื้ออาทรต่อท่าน เราจะรู้สึกอย่างไร
หากวันนึงที่เราอยากทำอะไรไว้ให้ท่าน
แต่กลับไม่มีแม่อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว